วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

จดหมายเปิดผนึกจาก ‘ภัควดี’ ถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ด้วย

จดหมายเปิดผนึกจาก 'ภัควดี' ถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ 'ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์' ด้วย 

ชื่อบทความเดิม

จดหมายเปิดผนึกถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ 'ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์' ด้วย

 

ภัควดี วีระภาสพงษ์

16 เมษายน 2552

 

 

วันก่อนผู้เขียนได้ดูรายการ 'ที่นี่ทีวีไทย' ที่มีการสัมภาษณ์กลุ่มนักสันติวิธีที่ประกอบด้วย อ.นฤมล อ.ยุกติ คุณนารี คุณเจษฎา และ อ.ศรีประภา หลังจากฟังจนจบแล้ว ผู้เขียนรู้สึก 'จึก' ในอก อาการ 'จึก' นี้ยังคงอยู่แม้จะผ่านมาวันสองวันแล้ว ยิ่งเมื่อคืนนี้ได้ฟังการสัมภาษณ์นักข่าวสายทหารและอาจารย์ชื่ออะไรที่ผู้เขียนขี้เกียจจะจำ ความ 'จึก' นี้ยิ่งฝังลึกถึงขั้นทำเอาเมื่อคืนนอนไม่หลับทีเดียว

 

แม้ว่าผู้เขียนจะเป็นลูกศิษย์ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คนหนึ่ง แต่เปรียบไปก็เป็นแค่ 'นักเรียนหลังห้อง' ไม่ค่อยตั้งใจฟังเวลาอาจารย์สอน แถมตอนอยู่มหา'ลัย ก็มัวแต่เมาเสียเป็นส่วนใหญ่ (นี่เป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับนักศึกษารุ่นหลัง โปรดตั้งใจเรียนให้มากกว่านี้) ดังนั้น ผู้เขียนจึงรับความรู้มาแต่งูๆ ปลาๆ และโดยเฉพาะเรื่องสันติวิธีนั้น เป็นเรื่องที่ผู้เขียนรับมาจากอาจารย์น้อยถึงน้อยที่สุด

 

ผู้เขียนไม่ใช่นักคัดคำพูดของใครมาทีละท่อน และตอนนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจจำด้วยว่าคนไหนพูดว่าอะไร แต่ค่อนข้างแน่ใจว่า อ.นฤมลและคุณนารีพูดในทำนองว่า การปราบปรามของกองทัพต่อผู้ชุมนุมโดยไม่มีใครตายนั้น ถือว่ากองทัพและรัฐบาลทำได้ดี อดทน และเป็นที่น่าพอใจ (ถ้าผู้เขียนฟังผิดไป ก็ขออภัยทั้ง 2 ท่าน ขอให้ถือว่าผู้เขียนหูเฝื่อนและงี่เง่าไปเองก็แล้วกัน)

 

ในสายตาของผู้ไม่ใช่นักสันติวิธีอย่างผู้เขียน ผู้เขียนขอตั้งข้อสงสัยว่า การที่ทหารลากปืนออกมายิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุมนั้น ถือว่าเป็นวิธีการควบคุมม็อบที่ "ดี อดทน และน่าพอใจ" จริงๆ หรือ

 

สมมติก่อนว่า สิ่งที่รัฐบาลแถลงนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง 1) ไม่มีใครตาย 2) ทหารใช้ลูกกระสุนจริงยิงขึ้นฟ้าและใช้ลูกกระสุนหัวกระดาษเล็งใส่ผู้ชุมนุม ซึ่งมีแต่เสียงข่มขวัญ 3) ทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ด้วยความแม่นยำประดุจโรโบค็อบ ไม่มีทหารคนไหนสับสนระหว่างปืนที่มีลูกกระสุนจริงกับปืนที่มีลูกกระสุนหัวกระดาษเลย ลูกกระสุนจริงทุกลูกที่ยิงออกไป ยิงขึ้นฟ้าหมดทั้งสิ้น และทุกลูกที่เล็งใส่ผู้ชุมนุมเป็นลูกหัวกระดาษหมดทั้งสิ้น

 

สมมติไว้ก่อนว่า ทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้จริงทั้งหมด

 

ผู้เขียนขอสมมติว่า ถ้าตัวเองเป็นนักสันติวิธี ในสายตาของนักสันติวิธีจะคิดอย่างไร? ผู้เขียนขอตั้งคำถามแบบนักสันติวิธีชั่วคราวดังนี้คือ :

 

1) การลากอาวุธสงครามออกมาก็ถือเป็นความรุนแรงในตัวเองแล้วมิใช่หรือ? ดังที่ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เขียนไว้ในบทความหลังรัฐประหาร 2549 (ผู้เขียนไม่ใช่นักวิชาการ ขี้เกียจค้นชื่อบทความมาอ้างอิง มันคือบทความในหนังสือที่ 'ฟ้าเดียวกัน' พิมพ์รวมเป็นเล่มนั่นแหละ ท่านผู้อ่านโปรดไปค้นดูเอง) อ.ชัยวัฒน์บอกว่า ถึงแม้ดูเหมือนการรัฐประหารครั้งนั้นจะไม่มีความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้น แต่มันก็ยังเป็นความรุนแรงที่ยอมรับไม่ได้ (นี่คือข้อสรุปของผู้เขียนที่อ่านบทความจนจบ ไม่ใช่แค่อ่านประโยคสองประโยคแล้วด่วนสรุป จะสรุปผิดหรือไม่ ผู้เขียนรับผิดชอบเอง ไม่ต้องไปยุ่งกับ อ.ชัยวัฒน์ โปรดเข้าใจตามนี้)

 

ถ้ามีคนเอาอาวุธปืนมาเล็งใส่คุณ ปืนจะมีลูกหรือไม่มีลูก คุณจะถือว่ามันเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่? ยิ่งอย่าว่าแต่ทหารทั้งกองวิ่งดาหน้าเข้าใส่คุณตอนตีสี่ เสียงปืนดังสนั่นปานสงครามกลางเมือง ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคุณแน่ๆ คือความตื่นตระหนก ภาพของเหตุการณ์ 'พฤษภาเลือด' และ 'ทหารฆ่าประชาชน' ในสภาพการณ์แบบนั้น คุณจะมีเวลาแยกแยะหรือว่าลูกกระสุนนั้นทำจากอะไร? มีใครตายจริงหรือไม่? ถ้าคุณเห็นเลือด คุณก็ต้องคิดว่ามีคนตายแน่นอน

 

2) ทำไมนักสันติวิธีทั้ง 2 ท่านไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เหตุใดไม่สั่งให้กองทัพใช้ลูกกระสุนหัวกระดาษทั้งหมด ทั้งที่ยิงขึ้นฟ้าและเล็งใส่ผู้ชุมนุม ถ้าเจตนาแค่ข่มขวัญ ทำไมต้องแยกเป็น 2 ประเภท? แล้วลูกกระสุนจริงที่ยิงขึ้นฟ้า มันไม่มีโอกาสตกลงมาใส่กบาลใครตายบ้างหรือ?

 

เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ผู้เขียนกลับไปฉลองวันปีใหม่ที่บ้านสามีที่ภาคใต้ คืนวันเคาท์ดาวน์นั้น ข้างบ้านที่ติดกันฉลองด้วยการเอาปืนพกมายิงขึ้นฟ้าไปหนึ่งนัด กระสุนนัดนั้นพุ่งขึ้นฟ้า แล้วตกลงมาทะลุหลังคากระเบื้องของบ้านแม่สามี ตกปุลงบนหมอนที่หัวเตียงห้องนอนห้องหนึ่งพอดิบพอดี โชคดีที่ทุกคนออกมาเคาท์ดาวน์กันหมด ไม่มีใครนอนอยู่บนเตียง

 

ผู้เขียนไม่ทราบว่า ถ้าลูกกระสุนจากปืนพกที่ยิงขึ้นฟ้าสามารถทะลุกระเบื้องหลังคาลงมาได้ ลูกกระสุนเอ็ม-16 ที่ยิงขึ้นฟ้าจะสามารถตกลงมาทะลุกะโหลกศีรษะหรือทะลุอกใครได้บ้างหรือไม่? หวังว่าจะมีนักฟิสิกส์สักคนสละเวลาช่วยคำนวณให้

 

นักสันติวิธีคิดว่านี่คือวิธีควบคุมม็อบที่ดี อดทนและน่าพอใจ อีกทั้งไม่ใช่การใช้ความรุนแรงตามหลักการสันติวิธีแล้วหรือ?

 

3) เท่าที่ความรู้งูๆ ปลาๆ ของผู้เขียนจะมีอยู่ เกิดมาจนบัดนี้ ผู้เขียนไม่เคยอ่านเจอที่ไหนมาก่อนเลยว่า วิธีการควบคุมและปราบม็อบของนานาอารยะประเทศ (ย้ำ อารยะประเทศ ไม่ใช่อนารยะประเทศ) ใช้วิธีให้กองทหารถือปืนเอ็ม-16 จะลูกกระสุนซ้อมหรือลูกกระสุนจริงก็ตามแต่ วิ่งไล่ยิงขู่ขวัญประชาชนแบบนั้น ทำไมในรายการวันนั้น นักสันติวิธีจึงไม่ตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เริ่มต้นการปราบม็อบด้วยแก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย รถฉีดน้ำแรงดันสูง (ซึ่งรัฐบาลสมชายเคยพยายามยืมจาก กทม. แต่ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลแปลกๆ ว่า กลัวน้ำไม่สะอาด) หน่วยปราบจลาจลพร้อมโล่ กระบอง ดันม็อบ แยกม็อบเป็นกลุ่มย่อยๆ ใช้กระบองฟาดหัวร้างข้างแตกบ้าง จับใส่กุญแจมือ ยัดขึ้นรถ (อย่าทำแบบตากใบก็แล้วกัน) ฯลฯ ในสหรัฐอเมริกามีการใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุม โดยที่ผู้ชุมนุมรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะถูกยิงด้วยกระสุนยาง โดยทั้งหมดนี้ทำในตอนกลางวันแสกๆ สว่างๆ การที่อยู่ดีๆ ตอนตีสี่ รัฐบาลก็เอากองทหารถือปืนเอ็ม-16 ไล่ยิงประชาชนนั้น นี่หรือคือมาตรการปราบม็อบจากวิธีละมุนละม่อมแล้วค่อยเพิ่มดีกรีความแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ?

 

ถ้าผู้เขียนเป็นนักสันติวิธี ผู้เขียนจะแนะนำรัฐบาลว่า นับจากนี้ ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ควรมีการฝึกหน่วยปราบจลาจลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุดจริงๆ ถ้าตำรวจทำไม่ได้ ยกให้กองทัพทำก็ได้ งบประมาณกองทัพมีเยอะแยะ เผื่อกองทัพคิดไม่ออกว่าจะเอางบไปทำอะไร ก็ควรเอางบที่ได้มากมายมหาศาลทุกปีไปใช้ซื้อแก๊สน้ำตา (อย่าลืมว่าของดีไม่มีถูก) สเปรย์พริกไทย รถฉีดน้ำ กระสุนยาง ฯลฯ ถ้าขนาดสามารถฝึกทหารให้ไม่สับสนระหว่างปืนที่มีลูกจริงลูกซ้อมได้อย่างไม่ผิดพลาดแล้ว จะฝึกควบคุมม็อบคงเป็นแค่เรื่องขี้หมูขี้หมา ไหนๆ กองทัพก็ถนัดในการปราบม็อบอยู่แล้ว ก็ควรทำให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลย แถมยังช่วยให้มีรายการจัดซื้อพัสดุภัณฑ์เพิ่มขึ้นด้วย วิน-วินกันทุกฝ่าย

 

4) การที่รัฐบาลและกองทัพใช้มาตรการปราบม็อบด้วยวิธีการแปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ ทำให้ม็อบตกใจกลัวสุดขีด ทำให้ม็อบเข้าใจผิดคิดว่ามีคนตายแน่นอน (ม็อบที่ไหนจะมีเวลาไปนั่งดูข่าวว่าไม่มีใครตาย) ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วม็อบและคนเสมอนอกว่า 'ทหารฆ่าประชาชน' อีกแล้ว เหตุนี้มิใช่หรือที่ทำให้เกิดสภาพ 'นรกแตก' ในวันรุ่งขึ้น เมื่อคนที่เข้าตาจน คนที่จนตรอก ตื่นตระหนกเสียขวัญ เลือดเข้าตา (เพราะเห็นเลือดเพื่อนตำตา โดยไม่รู้ว่าเพื่อนเป็นตายร้ายดีอย่างไร หมดสัญญาณชีพแล้วหมอไทยยังชุบชีวิตขึ้นมาได้) ลองจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสภาพนั้นบ้าง คนที่คิดว่าตัวเองต้องพยายามเอาชีวิตรอด พวกเขาย่อมไม่คำนึงแล้วถึงวิธีการที่จะนำมาใช้ ไม่ต้องให้ใครวิดีโอลิงก์เข้ามาปลุกระดมหรอก วิธีปราบม็อบที่ดินแดงตอนตีสี่นั่นแหละ คือการปลุกปั่นม็อบให้ก่อวินาศกรรมได้ดีที่สุดในโลก !

 

ตอนนี้คนเสื้อแดงไม่ได้พ่ายแพ้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ตอนนี้พวกเขายังถูกเกลียดชัง ถูกไล่ต้อนเหมือนหมูเหมือนหมา ถูกดูถูกเหยียดหยามว่าค่าจ้างแค่ 300 บาทก็ซื้อชีวิตได้ (คนกรุงนี่แปลก ตอนทักษิณด่าผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ว่า 'โจรกระจอก' ก็ด่าว่าทักษิณปากเสีย ตอนนี้ตัวเองก็ทำอย่างที่ทักษิณทำ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่แทบทุกเรื่อง) รัฐบาลที่กลัวไม่มีอะไรจะทำและสื่อที่กลัวไม่มีข่าวจะขาย ก็ช่วยกันปลุกปั่นขยายความว่า นปช.จะลง 'ใต้ดิน' สรุปว่ากลัวกระรอกไม่เห็นโพรง ก็เลยช่วยชี้โพรงให้กระรอก เผื่อกระรอกไม่ทันคิด เลยช่วยบอกทางให้เสียเลย สรุปว่าคนกรุงและชนชั้นสูงในเมืองหลวงเห็นว่าประเทศไทยมีแค่ 3 จังหวัดภาคใต้ยังไม่พอ เลยอยากให้ภาคเหนือและอีสานมี 'กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ' เพิ่มขึ้นเสียเลย?

 

ในช่วงหลายปีมานี้ ผู้เขียนศึกษาเรียนรู้เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่รู้จะนิยามชื่อวิชาว่าอะไรดี แต่โดยเนื้อหาก็คือ การฝึกมองโลกจากสายตาของผู้อยู่เบื้องล่าง สิ่งแรกที่ผู้เขียนค้นพบด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวดก็คือ คนจนและคนชายขอบไม่ว่าที่ไหนในโลก นอกจากการเอาชีวิตรอดที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขามี สิ่งที่เขาหวงแหน บางครั้งให้คุณค่ายิ่งกว่าชีวิต ก็คือ 'ศักดิ์ศรี' เรื่องนี้ใครๆ อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ แต่ผู้เขียนโง่ ไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนนึกว่าสิ่งที่จะค้นพบคือเรื่องการเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม เรื่องปากท้อง ฯลฯ ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า สิ่งที่คนจนไขว่คว้ามากที่สุดก็คือ 'ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์'

 

ผู้เขียนไม่ได้โรแมนติกและไม่ได้อ่านนิยายมากไป

 

คนจนต้องการศักดิ์ศรี คนชั้นกลางและคนรวยต้องการอภิสิทธิ์ ศักดิ์ศรี vs. อภิสิทธิ์ สองอย่างนี้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว โฆษกรัฐบาลที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงเป็นบุคลาธิษฐานของสิ่งที่คนชั้นกลางและคนชั้นสูงปรารถนาอย่างสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริง

 

ผู้เขียนไม่รู้ว่า อ.นฤมลและคุณนารีหมายความอย่างที่พูดจริงๆ หรือเปล่าว่า ครั้งนี้รัฐบาลและกองทัพจัดการได้ดี เพราะไม่มีใครตาย แต่ศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงจนๆ ที่ถูกทำลายไปอย่างย่อยยับเล่า มันไม่มีคุณค่าให้คำนึงถึงเลยหรือ? นักสันติวิธีรู้จักแค่วิธีนับศพ แต่ไม่รู้จักนับหัวใจที่ตายแล้วในร่างที่ยังมีลมหายใจอยู่หรือ?

 

เมื่อคนเสื้อแดงเป็นได้แค่หมาจนตรอก เสียงพูดที่เป็นภาษาไทยแท้ๆ ของเขาจึงไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครฟัง มันกลายเป็นแค่เสียงหนวกหูเหมือนเสียงเห่าของหมาข้างถนน แน่นอน พวกเขาย่อมต้องลุกขึ้นต่อสู้อีกครั้งและอีกครั้ง เพื่อไขว่คว้าศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์กลับคืนมา เพื่อให้เสียงอึกทึกของเขากลายเป็นภาษาที่ฟังรู้เรื่อง เพื่อให้สังคมของอภิสิทธิ์ชนรับรู้การดำรงอยู่ของพวกเขา

 

แต่ด้วยวิธีการแบบใดเล่า?

 

ความจนตรอกและความสิ้นหวังไม่ใช่หรือคือบ่อเกิดของการใช้ความรุนแรง?

 

ผู้เขียนมีข้อเสนอต่อนักสันติวิธีในสังคมไทยดังนี้คือ:

 

1) เราพูดกันมามากแล้วถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ข้อต่อที่เปราะบางที่สุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมก็คือคนจนที่สิ้นหวัง ความอัดอั้นคับข้องของพวกเขา หากไม่มีการระบายและแก้ไขอย่างถูกต้อง ย่อมปะทุระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงได้เสมอ เราควรยอมรับกันได้แล้วว่า การประท้วงและการเมืองบนท้องถนนย่อมเกิดขึ้นต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มคนที่ถูกกีดกันอื่นๆ ในสังคมด้วย

 

2) ผู้เขียนทึกทักว่า นักสันติวิธีคงต้องการให้สันติวิธีและการไม่ใช้ความรุนแรงลงหลักปักรากฐานในสังคมไทย และเนื่องจากนักสันติวิธีมักเป็นผู้มีศรัทธาในศาสนาด้วย การเผยแผ่แนวคิดสันติวิธีจึงไม่น่าแตกต่างมากนักกับการเผยแผ่ศาสนา และสามารถทำควบคู่กันได้

 

3) ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า หากเป้าหมายของนักสันติวิธีเป็นไปตามข้างต้นจริงๆ ป่วยการเปล่าที่นักสันติวิธีจะเสียเวลาไปกับกิจกรรมอย่างเช่น ธรรมยาตรา ซึ่งต้องไปทะเลาะกับพวกฮิปปี้ฝรั่งที่มาร่วมขบวน หรือเอาดอกไม้ขาวไปโปรยถนน ซึ่งทำให้คนกวาดถนนต้องมาคอยเก็บกวาด เผลอๆ จะถูกคนกรุงเทพฯ โกรธอีกเปล่าๆ ว่าไปทำให้เขารถติด

 

ตอนนี้ข้อต่อที่เปราะบางที่สุดในสังคมก็คือคนจน ซึ่งบางส่วนก็คือคนเสื้อแดงนี่เอง ถ้าเช่นนั้น ไฉนเล่า นักสันติวิธีไม่ดำเนินการเชิงรุก เดินเข้าไปหาพวกเขา เหมือนอย่างที่นักบวชสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อยเดินฝ่าป่าดงเข้าไปหาคนจนพื้นเมืองในละตินอเมริกา แล้วอบรมพวกเขาเรื่องการประท้วงด้วยสันติวิธี (ขอทุนจาก สสส. บ้างก็ได้) นักสันติวิธีไม่จำเป็นต้องจำกัดกลุ่มคนเฉพาะพวกเสื้อแดง คนอีกกลุ่มที่ต้องการการอบรมเรื่องนี้อย่างขนาดหนักก็คือ กลุ่มคนเสื้อเหลือง ทหาร รัฐบาลและตำรวจ ถ้าหากพวกเขาต้องการสันติวิธีจริงๆ และไม่ต้องการอภิสิทธิ์มากเกินไป

 

เพราะสันติวิธีนั้นไม่ใช่สำเร็จได้ง่ายๆ ด้วยปากพูดหรือเขียนใส่ป้ายเดินชูให้คนเห็น เท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของผู้เขียนมีอยู่ การใช้สันติวิธีในกระบวนการเรียกร้องทางการเมืองในต่างประเทศนั้น ต้องอาศัยการอบรมและการฝึกกันเป็นสัปดาห์ บางทีเป็นเดือน และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอบรม ตัวอย่างก็มีเช่น องค์กรกรีนพีซ องค์กร Ruckus เป็นต้น

 

ผู้เขียนหวังว่า ในอนาคตจะได้เห็นค่ายอบรมสันติวิธีที่เปิดกว้างและเข้าถึงสำหรับคนทุกกลุ่มทุกชนชั้น เพื่อให้สันติวิธีได้หยั่งรากในสังคมไทยอย่างแท้จริง

 

และคราวหน้าโปรดอย่านับแค่ศพคนตาย แต่กรุณานับหัวใจของคนที่ตายทั้งเป็นด้วย!

 

 

ด้วยความนับถือ

ภัควดี วีระภาสพงษ์

 




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16464

โดย : ประชาไท   วันที่ : 17/4/2552


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

ม.ล.‘ปลื้ม’ : บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การเปลี่ยนแปลง

ม.ล.'ปลื้ม' : บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การเปลี่ยนแปลง 

หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล (ปลื้ม)

 

 

เพื่อนฝูงและเพื่อนร่วมงานหลายคนของผมต่างเห็นพ้องว่า เพื่อให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ในประเทศ เราจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการไปสู่รูปแบบประชาธิปไตยที่มี "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" มากขึ้น และตั้งอยู่บนพื้นฐานความต้องการและความปรารถนาของคนส่วนใหญ่

 

ระบอบตุลาการสองมาตรฐานที่เกิดจากการแต่งตั้งและทำหน้าที่ในนามอำนาจของผู้นำสูงสุด ทั้งยังถูกแทรกแซงอย่างลับๆ และบ่อยครั้ง โดยสมาชิกบางคนของคณะองคมนตรีตามที่ปรากฏในเหตุการณ์ช่วงสามปีที่ผ่านมา ต้องกลายเป็นเรื่องในอดีต

 

กองทัพที่เลือกปฏิบัติต่อประชาชนของตนเอง กองทัพที่เลือกเข้าข้างอุดมการณ์การเมืองบางอย่างด้วยความกลัวจากบุคคลที่มี "เส้นสาย" และมีอิทธิพลเหนือตนเอง เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในระบอบประชาธิปไตยสมัยปัจจุบัน

 

ภารกิจของนักปฏิวัติในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า จึงต้องมุ่งที่การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นสุดท้าย

 

ระบอบคณาธิปไตยที่อยู่บนพื้นฐานการปกครองซึ่งตอบสนองประโยชน์เฉพาะผู้สวมเสื้อสี "จงรักภักดี" เป็นเหมือนการตบหน้าคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งมีชีวิตที่มักตกเป็นเบี้ยล่างผู้อื่นอยู่แล้ว

 

ขบวนการเพื่อเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการบ่มเพาะต้นกล้าในวันนี้ โดยมีเป้าหมายอีกหลายปีกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ

 

ครั้งนี้อาจเป็นชัยชนะของพวกเขา แต่เส้นช้ยของการต่อสู้ในอนาคตยังไม่มีใครเป็นผู้กำหนด และเรายังไม่เผชิญหน้ากับสงครามที่แท้จริง ความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2552 จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบอบคณาธิปไตยไทยในที่สุด

 

 

 

แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดย 'ประชาไท'

 

 

Fomenting the seeds of change :

A lot of my friends and colleaques are in agreement that in order to realize the country's true democratic potential, Thailand needs a formal transition towards a truer more 'popular' form of democracy based on the needs and desires of the majority. A double standard judiciary appointed and acting in the name of a supreme leader and tacitly, yet not infrequently, intervened by particular members of the privy council as shown in a string of events over the past 3 years have to become a thing of the past. An armed forces bent on discriminating against its own population based of differing political ideology and out of the fear of 'connected' individuals having influences over them cannot in anyway be accepted in a modern day democracy. The tasks of revolutionarily altering Thailand will involve a lot work over the next several years to foment the seeds of final change. An oligarchic style of managed governance where compassion and kindness are given only to those wearing the royalists' color is a slap to the face to the majority of the Thai nation who are for the most part already living subordinated lives. This movement for democratic change must begin to sow its preliminary sinews today, while the culmination of its goals will be seen several years down the road. Victory was theirs this time but make no mistake the definitive battlelines of the future have been drawn and the real war is yet to have experienced its days. The reds' defeat on April 14, 2009 from now on serves as a point of origination for what will ultimately become a transitional period out of the Thai oligarchic existence.

 

 

 




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16467
โดย : ประชาไท   วันที่ : 17/4/2552


Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.

เปิด ‘พื้นที่ความเห็นต่าง’ อย่าขยาย ‘พื้นที่ยัดเยียด’

เปิด 'พื้นที่ความเห็นต่าง' อย่าขยาย 'พื้นที่ยัดเยียด' 


สุรพศ ทวีศักดิ์

 

 

มีความพยายามจากสื่อและนักวิชาการฟากเสื้อเหลือง รวมทั้งบุคคลในภาครัฐ (บางคน) เคยเรียกร้องและกำลังเรียกร้องอีก (หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมเสื้อแดง) ว่า ให้ใช้สื่อของรัฐนำเสนอข้อเท็จจริงหรือให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะสื่อที่เข้าถึงรากหญ้า เช่น ทีวีช่อง 7, 5, 9 และ 11

 

ความพยายามดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า จะทำให้ประชาชนรากหญ้า (ที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของทักษิณ) ได้หูตาสว่างจากการปลุกระดมของทักษิณและลิ่วล้อ ดังนั้น แนวทางดำเนินการ (เท่าที่เห็นเสนอผ่านสื่อ) จึงมีประเด็นหลักๆ คือ.-

 

  1. อธิบายให้ประชาชนรากหญ้าทราบข้อเท็จจริงว่า ทักษิณ หรือ 'ระบอบทักษิณ' สร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตยอย่างไร (เช่น เป็นเผด็จการรัฐสภา, แทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงสื่อ ฯลฯ) และสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างไร (เช่น คอรัปชันเชิงนโยบาย, บริหารประเทศบนจุดยืนผลประโยชน์ทับซ้อน, ละเมิดสิทธิมนุษยชน, มีแนวคิดที่เป็นอันตรายต่อสถาบัน ฯลฯ) พร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าทำไมหรือมีเหตุผลอะไรจึงเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถ้าจำเป็นอาจต้องอธิบายด้วยว่ารัฐประหารดังกล่าวช่วยรักษา 'ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข' เอาไว้ได้อย่างไร

 

  1. ต้องสร้างความเข้าใจในหมู่ประชาชนรากหญ้าให้ชัดว่า รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลที่ผ่านกระบวนการของรัฐสภาหรือมาตามครรลองประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 เช่นเดียวกับรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย ดังนั้น จึงเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ดังที่ฝ่ายตรงกันข้ามพยายามบิดเบือน

 

  1. ประชาสัมพันธ์นโยบายและการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนรากหญ้าเข้าใจว่า ไม่ได้ไปยกเลิกนโยบายประชานิยมที่เป็นประโยชน์ต่อคนรากหญ้าที่รัฐบาลทักษิณริเริ่มเอาไว้ แต่ทำให้ดีขึ้นหรือต่อยอดประชานิยมให้ดีกว่าเดิม (เช่น ให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายเรียนฟรี ฯลฯ) และต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นความจำเป็นที่ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ คนตกงาน การสร้างความปรองดองภายในชาติ ฯลฯ

 

ต่อแนวทางดังกล่าว ผู้เขียนขอแลกเปลี่ยนความเห็นดังนี้.

  1. แนวทางแรกเกิดจากสมมติฐานผิดๆ ที่ว่า คนรากหญ้าถูกปิดหูปิดตาจากข่าวสารทางการเมือง แต่ที่จริงข้อโจมตีต่างๆ เกี่ยวกับ 'ระบอบทักษิณ' ถูกนำเสนอผ่านทีวีทุกช่องและสื่อต่างๆ มากว่า 3 ปีแล้ว คนรากหญ้าทั้งในเมืองและชนบทต่างก็รับรู้และพูดคุยกันในเรื่องเหล่านี้ แต่ในวงสนทนาของพวกเขามีมุมมองที่ต่างออกไปว่า ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเขาถูกยึดอำนาจและถูกไล่ล่าจาก 'แนวร่วม' ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามในทางการเมือง (พธม.+องคมนตรี+ ทหาร+ศาล+ประชาธิปัตย์) และพวกเขาก็เชื่อว่าประชาธิปไตยถูกทำลายไปแล้วด้วยฝีมือของ 'แนวร่วม' ดังกล่าวนั้น ดังนั้น การจะใช้สื่อของรัฐไปอธิบายให้ประชาชนรากหญ้าเข้าใจหรือยอมรับว่าทักษิณเลวอย่างไร จึงไม่น่าจะได้ผลดังที่คิด ซ้ำร้ายอาจไปเติมเชื้อไฟความแค้นให้ลุกลามมากขึ้นอีก

 

  1. การใช้สื่อของรัฐอธิบายให้ชาวบ้านเห็นว่าทักษิณเลวอย่างไร เป็นการยึดสื่อของรัฐ (ยิ่งกว่าแทรกแซงสื่อ) เพื่อ 'ยัดเยียด' ความคิดเห็นของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณให้รากหญ้ายอมรับ ยิ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น เพราะในสถานการณ์ที่สังคมมีความเห็นต่างอย่างกว้างขวางขนาดนี้ สื่อของรัฐจะถูกยึดให้เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายเดียวโดยทำเสมือนว่าอีกฝ่ายไร้ตัวตน ไร้ความคิด ไร้อุดมการณ์ ต้องคอยรับ 'การยัดเยียด' ความเห็นจากอีกฝ่ายเท่านั้น เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อมโนธรรมสำนึกที่รักความเป็นธรรมอย่างรุนแรง หากรัฐยังคิดว่าคนรากหญ้าเป็น 'พลเมืองที่มีตัวตน' ก็ไม่ควรกระทำตามแนวทางแรก

 

  1. แนวทางที่สองที่สาม ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติให้เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อของรัฐ กล่าวคือ.-

 

พิสูจน์สปิริตประชาธิปไตยด้วยการ (1) เปิด 'พื้นที่ความเห็นต่าง' ผ่านสื่อของรัฐให้มากขึ้น รายการที่วิเคราะห์ปัญหาการเมืองต้องเชิญวิทยากรที่เห็นต่างหรือมีความเห็นเป็นกลางมาร่วมรายการให้ประชาชนได้พิจารณามุมมองที่หลากหลาย (2) สื่อของรัฐควรมีรายการที่สะท้อนมุมมองของการเมืองภาคประชาชนคนรากหญ้าเพื่อให้พวกเขาได้มี 'เวที' เสนอความคิดเห็น (แม้แต่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา) เสนอปัญหาหรือกำหนดประเด็นสาธารณะต่างๆได้มากขึ้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีทางลงไปสัมผัสรากหญ้าได้สนิทแนบแน่นเท่ารัฐบาลทักษิณ แต่อาจทำได้ด้วยการ 'เปิดเวที' ให้รากหญ้าได้ขึ้นมาสัมผัสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับรัฐบาลและฝ่ายอื่นๆอย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

 

รัฐบาลควรเร่งลบภาพของสิ่งที่เรียก 'สองมาตรฐาน' ออกไป โดยสร้างความชัดเจนในแนวทางดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมกับบุคคลที่ทำผิดกฎหมายทั้งฝ่ายเสื้อเหลืองและฝ่ายเสื้อแดงโดยทุกขั้นตอนต้องโปร่งใสอธิบายกับสาธารณะได้ (เช่น ล้มการประชุมกลุ่มประเทศผู้นำอาเซียน+3 และ+6 กับยึดทำเนียบฯและปิดสนามบินสุวรรณภูมิ การปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาและบทลงโทษหนัก-เบา ต้องอธิบายได้ว่าไม่ใช้สองมาตรฐาน)

 

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลควรปรับให้แข็งมากขึ้น ทำงานเชิงรุก และสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนทุกภาคส่วนให้ดีกว่าที่ผ่านมา

 

ควรเร่งรัดกระบวนการปฏิรูปการเมืองให้เป็นเวทีที่ประชาชนทุกสีทุกภาคส่วนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้จริงๆ และประกาศแก่สาธารณะว่าจะใช้เวลาดำเนินการภายในกี่เดือน เสร็จแล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่

 

นักวิเคราะห์ปัญหาการเมืองต่างมองว่า อุปสรรคขวากหนามของรัฐบาลมีมากและหนักหนาสาหัสจริงๆ ถ้ายิ่ง 'ปิด' พื้นที่ความเห็นต่าง แล้ว 'ขยาย' พื้นที่ยัดเยียด ความแตกแยกที่ร้าวลึกอยู่แล้วยิ่งจะปะทุรุนแรงมากขึ้น

 

โอกาสของรัฐบาลจึงอยู่ที่ความกล้าหาญในการใช้ 'สปิริตประชาธิปไตย' เปิดพื้นที่ความเห็นต่างผ่านสื่อของรัฐให้ได้ และขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จโดยเร็ว แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16470
โดย : ประชาไท   วันที่ : 17/4/2552


Windows Live™: Life without walls. Check it out.

Just War !?

Just War !? 

ยุกต์ อิสรนันทน์

 

 

            ภายหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของมวลชนเสื้อแดงภายใต้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการใช้ความรุนแรงปราบปรามฝูงชน หรือที่ถูกเสนอผ่านสื่อกระแสหลักว่า เป็น "การปราบจลาจล" / "เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง" นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ หรืออาชญากรรมโดยรัฐ กลับได้รับการสนับสนุนจากสื่อมวลชน องค์กรต่างๆ และประชาชนจำนวนหนึ่งเป็นอย่างมาก ในขณะที่พื้นที่สื่อของชาวเสื้อแดงกลับมีอยู่อย่างประปรายจนน่าตกใจ ผ่านเว็บไซต์บางแห่ง บอร์ดสาธารณะ และในลักษณะของ "ข่าวลือ" เท่านั้น ดังนั้น ท่ามกลายบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ที่เกือบจะกลับเข้าสู่ "สภาวะปกติ" หลังจากเหตุการณ์ที่ "ไม่ปกติ" นั้น ข้าพเจ้าจึงขอหยิบยกประเด็นที่ "ไม่ปกติ" แต่ถูกทำให้เป็น "ปกติ" มาพูดถึงกันบ้าง

 

            โดยทั่วไปแล้ว มักเป็นที่เข้าใจกันว่า "สงคราม" กับ "สันติภาพ" ต่างเป็นคู่ตรงข้ามทางความคิดกัน (Binary Oppositional Logic) ซึ่งไม่สามารถประนีประนอมหรือหาพื้นที่ตรงกลางระหว่างขั้วความคิดทั้งสองได้ สันติภาพคือสภาวะที่ปราศจากสงคราม และสงครามคือสภาวะที่ไม่ปกติของสันติภาพ แนวคิดดังกล่าวคงมีอิทธิพลไม่น้อยต่อนักรัฐศาสตร์และนักปรัชญาหลายยุคหลายสมัย ดังเช่นแนวคิดของธอมัส ฮอบส์ นักปรัชญาคนสำคัญในศตวรรษที่ 16 ซึ่งเสนอว่า โดยสภาวะธรรมชาติมนุษย์ตกอยู่ในสงครามของทุกคนต่อทุกคน (War of all against all) ดังนั้น สันติภาพจะเกิดขึ้นได้เมื่อรัฐเลวิอาตัง (Leviathan) อันมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคอยทำหน้าที่ปกครองประชาชน หรือแนวคิดของฌอง ฌาค รุสโซ่ที่มองว่าอำนาจอธิปไตยอันมาจากเจตจำนงทั่วไป ไม่อาจผิดพลาดได้ และหากใครมีความเห็นต่างจากองค์อธิปัตย์แล้วย่อมต้องถูกบังคับให้บรรลุแก่เสรีภาพ (be forced to be free) ซึ่งแม้ว่าแนวคิดของทั้งฮอบส์และรุสโซ่จะมองถึงที่มา ขอบเขตอำนาจและหน้าที่ขององค์อธิปัตย์แตกต่างจากกัน ทว่าแนวคิดทั้งสองต่างให้ความชอบธรรมแก่รัฐในการทำหน้าที่รักษากฏระเบียบของสังคม เพื่อบรรลุถึงสันติภาพของส่วนรวม

 

             ดังนั้น เพื่อรักษาสภาวะ "ปกติ" หรือ "สันติภาพ" ของสังคมนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐจะต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการรักษาสภาวะดังกล่าว โดยแม็กซ์ เวบเบอร์ได้ให้คำนิยามรัฐสมัยใหม่ว่าเป็น "องค์กรที่ผูกขาดและมีความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง" ซึ่งการผูกขาดความรุนแรงในที่นี้ มิได้หมายถึงการใช้ความรุนแรงตามใจนึก หากแต่เป็นความรุนแรงที่ถูกต้องชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐตามบทบัญญัติของกฎหมาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า รัฐมิได้มีเสรีในการใช้ความรุนแรง หากแต่ต้องอยู่ในขอบเขต เพื่อทำให้สภาวะ "ไม่ปกติ" กลับเข้าสู่ "ปกติ"

 

            อย่างไรก็ตาม ในการปกครองประเทศ มิได้หมายความว่ารัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทว่าอำนาจดังกล่าวถูกกระจายให้แก่องค์กรรัฐต่างๆ โดยการรักษากฎหมายและความสงบสุขของบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งได้รับความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเพื่อการจัดการกับสภาวะ "ไม่ปกติ" กระบวนการยุติธรรมเป็นหน้าที่ของศาล ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่บริหารประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และประนีประนอมความขัดแย้งต่างๆ ผ่านกระบวนการทางการเมือง การกำหนดนโยบาย ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า ในทางปฏิบัติของสังคมประชาธิปไตย อำนาจในการใช้ความรุนแรงได้ถูกแยกออกจากอำนาจของรัฐบาล

 

            ทว่าสภาวะ "ไม่ปกติ" ที่ข้าพเจ้าต้องการกล่าวถึงในที่นี้ คือ สภาวะที่รัฐบาลกลับใช้ความรุนแรงในนามของสันติภาพ – ความไม่ปกติในนามของความปกติ -  สงครามที่เป็นธรรม (Just War) หรือ การกล่าวอ้างภาระหน้าที่ทางจริยธรรมในการก่อสงครามเพื่อสร้าง/ธำรงสันติภาพ โดย "สงคราม" และ "สันติภาพ" ในที่นี้มิใช่ขั้วตรงข้ามของกันอีกต่อไป หากแต่เป็นเหตุ-ผลซึ่งกันและกันด้วย

 

            ท่ามกลางสภาวะสงครามในนามของสันติภาพนั้น เส้นแบ่งระหว่างอำนาจในการจัดการกับสภาวะ "ไม่ปกติ" กับอำนาจในการบริหารประเทศของรัฐบาลได้เลือนหายไป ผ่านการปกครองด้วยสภาวะยกเว้น (State of Exception) หรือการสร้างข้อยกเว้นในลักษณะชั่วคราวซึ่งให้ความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล (เช่น ผ่านการประกาศใช้พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน) [1]  โดยอ้างถึงเหตุผล 2 ประการหลัก คือ (1) หน้าที่ทางจริยธรรมของการรักษาสันติภาพ (2) ความจำเป็นในการใช้กำลังบังคับเพื่อไปสู่กฎระเบียบและสันติสุขของสังคม ดังนั้น จึงมิใช่เรื่องแปลกที่ในช่วงการปกครองด้วยสภาวะยกเว้นนี้ รัฐบาลและทหารจะได้ทำ "สงคราม" หรือสร้างสภาวะที่ "ไม่ปกติ" ขึ้นเสียเอง ในนามของการธำรงรักษาความสงบสุขและนำกฎระเบียบกลับคืนสู่สังคม

 

            อย่างไรก็ตาม ในสังคมประชาธิปไตยปัจจุบัน การที่รัฐจะกล่าวอ้างถึงสงครามที่เป็นธรรม เพื่อสร้างความชอบธรรมต่อการดำเนินการปกครองด้วยสภาวะยกเว้น และใช้ความรุนแรงในการปราบปรามประชาชนนั้น คงเกิดขึ้นได้ยากท่ามกลางกระแสสังคมที่เรียกร้องประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมในการปกครอง ความโปร่งใส ความเป็นธรรมทางสังคม รวมไปถึงแรงกดดันจากนานาอารยะประเทศ ด้วยเหตุนี้ การทำให้สภาวะ "ไม่ปกติ" กลายเป็นสภาวะ "ปกติ" หรือกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมไม่เพียงแต่เห็นพ้องต้องกัน หรือยอมรับการใช้ความรุนแรงโดยรัฐเท่านั้น หากแต่ทำให้สภาวะที่คนในสังคมเรียกร้องและต้องการการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ หรือการทำให้ความรุนแรงโดยรัฐกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมกลายเป็นเรื่องสำคัญ

 

            จะเห็นได้ว่า ในสังคมแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสาร สภาวะ "ไม่ปกติ" ที่ความรุนแรงต่อประชาชนถูกใช้โดยรัฐบาลเสียเองนี้ กระบวนการผลิตชีวญาณการเมือง (Biopolitical Production) [2] ได้กลายเป็นกระบวนการที่ทำให้สภาวะที่ "ไม่ปกติ" ถูกทำให้กลายเป็น "ปกติ" โดยกระบวนการดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดและผลิตซ้ำผ่านสื่อมวลชน ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการนำเสนอประเด็น ข่าวสาร และมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างทัศนคติของสังคม ดังนั้น ผู้รับสาสน์จากสื่อดังกล่าวจึงไม่เพียงแต่รับรู้ข้อมูล ถูกอัดฉีดความคิด ผ่านสื่อมวลชนเท่านั้น หากแต่แนวคิดดังกล่าวยังถูกผลิตซ้ำภายในความคิดของเขา ถ่ายทอดและผลิตซ้ำสู่สังคมด้วย ภาพหรือการครอบงำโดยสื่อจึงมิเพียงส่งผลต่อทัศนคติของผู้รับสาสน์เท่านั้น หากแต่กำหนดโลกทัศน์และพฤติกรรมของเขาเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

 

            อาจกล่าวได้ว่า ชีวญาณทางการเมืองเปรียบเสมือนการจัดระเบียบความคิด โลกทัศน์ และพฤติกรรมของผู้รับสาสน์ให้มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ชุดคำอธิบายหลักที่รัฐบาลและสื่อมวลชนนำเสนอ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความหลากหลาย ความแตกต่างทางความคิด การใช้เหตุผล และกระบวนการแสวงหาเหตุผลของคนในสังคม ส่งผลให้แทนที่จะเกิดการทำความเข้าใจและให้เหตุผลต่อปรากฏการณ์ทางสังคมแต่ละปรากฏการณ์ที่มีความแตกต่างกันออกไปตามบริบท (context) กลับก่อให้เกิดการให้เหตุผลแบบเหมารวม (Simplification) ภายใต้ชุดคำอธิบายหลักแทน

 

            ตัวอย่างเช่น ภายใต้กรอบโครงหลักของการให้คำอธิบายต่อการใช้ความรุนแรงของทหารในการปราบปรามมวลชนเสื้อแดง เรามักพบสาสน์ที่เสนอว่า "กลุ่มเสื้อแดงก่อความวุ่นวาย" และ "กลุ่มเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนรักทักษิณ" ซึ่งสะท้อนว่า "การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงไม่ชอบธรรมและขัดต่อศีลธรรมของสังคม" ดังนั้น ในการให้คำอธิบายของผู้รับสาสน์ต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จึงมักมีลักษณะไปในทางเดียวกันว่า "ถูกทักษิณหลอก" "ถูกทักษิณจ้าง" "ถูกมอมเมาโดยนโยบายประชานิยม" เป็นต้น และมีแนวโน้มสูงที่จะให้ความชอบธรรมต่อการปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเชื่อในชุดคำอธิบายของรัฐบาลมากกว่าผู้ชุมนุม โดยปฏิเสธการใช้เหตุผลในการทำความเข้าใจเหตุผลและที่มาของกลุ่มคนอันหลากหลายที่เข้าร่วมชุมนุมภายใต้ชื่อ นปช. (ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนที่มองว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์มิได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน, กลุ่มคนที่ต้องการความกินดีอยู่ดี, กลุ่มคนที่ความยุติธรรมทางสังคม เป็นต้น) และปฏิเสธความเห็นและข้อมูลที่แตกต่างภายใต้ชุดคำอธิบายที่ว่า "ไม่มีหลักฐาน" (ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองฝ่ายอาจไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ความเชื่อของตนได้)

 

            ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางสภาวะ "ไม่ปกติ" ที่รัฐบาลประกาศสงครามปราบปรามประชาชน โดยอาศัยการปกครองโดยข้อยกเว้นที่กล่าวอ้างถึงสงครามเพื่อความยุติธรรม (Just War) กลไกของชีวญาณการเมืองได้ทำให้สภาวะที่ "ไม่ปกติ" ดังกล่าวกลายเป็นเรื่อง "ปกติ" ของสังคม ผ่านการผลิตมโนทัศน์ร่วมว่า สภาวะ "ไม่ปกติ" ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นหน้าที่ตาม "ปกติ" ของรัฐบาลในการธำรงรักษาสันติภาพและกฎระเบียบของสังคม

 

            จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า เหตุใดภาพของการเล่นสงกรานต์ตาม "ปกติ" กับภาพของทหารยืนถือปืน และรถถังวิ่งรอบเมืองอันแสนจะ "ไม่ปกติ" นี้ สามารถอยู่คู่กันได้โดยไม่ผิดแปลกแต่ประการใด เพราะความ "ไม่ปกติ" เหล่านี้ ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่ "ปกติ" ไปในที่สุด

 

"ตราบใดที่ข้ออ้างการปราบปรามประชาชนเพื่อสันติภาพ สื่อมวลชนกระแสหลัก รวมทั้งองค์กรต่างๆ ยังคงให้ความชอบธรรมแก่อาชญากรรมโดยรัฐ ตราบนั้นความขัดแย้งและความแตกแยกจะยิ่งฝังรากลึก บ่มเพาะ รอวันสุกงอม และปะทุออกมาอีกครั้ง"

           

           

           

                       



[1] ดูรายละเอียดใน พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์: จากการปกครองภายใต้ข้อยกเว้น สู่การทำให้ข้อยกเว้นเป็นเหตุผลในการปกครอง [http://www.prachatai.com/05web/th/home/16423]

[2] ดูรายละเอียดใน Chapter 1.2 Biopolitical Production ใน Michael Hard and Antonio Negri, Empire (Massachusetts: Havard University Press, 2000). และ Chapter 1.1 Simplicissimus ใน Michael Hard and Antonio Negri, Multitude: War and democracy in the age of empire (New York: Penguin Books, 2005).




http://www.prachatai.com/05web/th/home/16471

โดย : ประชาไท   วันที่ : 17/4/2552


Rediscover Hotmail®: Get quick friend updates right in your inbox. Check it out.

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตำหนิเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

 

 

 

 

 

15 เม.ย. 52              ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ตำหนิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ชี้ ควรวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ระบุ การออกมาให้สัมภาษณ์พร้อมตำหนิคนที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำให้เกิดความแตกแยก ถือเป็นการให้ท้าย พร้อมเรียกร้องประธานรัฐสภาตักเตือน

                นายบรรพต  ตันธีรวงศ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าออกมาระบุว่า หากผู้ใดละเมิดสถาบันก็ให้ไปแจ้งความดำเนินคดี อย่าไปตำหนิลอย ๆ นั้นเป็นพฤติกรรมการพูดโดยขาดความรัดผิดชอบ เป็นการให้ท้าย ทั้ง ๆ ที่เห็นว่าเป็นการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์  โดยตนเห็นว่าหากเป็นความเห็นส่วนตัวก็ไม่เป็นไร แต่การพูดในฐานะเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าจะต้องระมัดระวังคำพูดและบทบาทของตัวเอง รวมถึงจะต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ทุกวิถีทาง ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องประธานรัฐสภาให้ตักเตือนและให้ทำความเข้าใจถึงบทบาทที่ถูกต้องของเลขาธิการในฐานะเป็นองค์กรภาครัฐที่สังกัดรัฐสภา

 

 

  อัญชิสา  จ่าภา         ผู้สื่อข่าว

 มันทนา  ศรีเพ็ญประภา          เรียบเรียง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                    

 



Rediscover Hotmail®: Get e-mail storage that grows with you. Check it out.

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

เปิดใจแม่ทัพการรถไฟฯ ยุทธนา ทัพเจริญ "Airport Link to the Better"

 
วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4097

เปิดใจแม่ทัพการรถไฟฯ ยุทธนา ทัพเจริญ "Airport Link to the Better"


สัมภาษณ์


"ยุทธนา ทัพเจริญ" ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นลูกหม้อขนานแท้ ด้วยอายุงาน 32 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุค (การเมือง) ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการเมื่อสิงหาคม 2551 ท่ามกลางปัญหาและหนี้สินสะสมของการรถไฟฯที่สูงถึง 7.2 หมื่นล้านบาท

ตลอด 8 เดือนบนเก้าอี้ผู้ว่าการมีสิ่งเดียวที่เขาเน้นหนักคือ เรื่องการบริการ พร้อมกับรอลุ้นแผนฟื้นฟูกิจการการรถไฟฯจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะเขาเชื่อว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการสะสางปัญหาทั้งหมด ตั้งแต่การรถไฟฯก่อตั้งมา 112 ปี รายละเอียดและขั้นตอนในแผนฟื้นฟูจะเป็นอย่างไร เขาได้ฉายภาพเพื่อให้เห็นอนาคต ผ่าน "ประชาชาติธุรกิจ" แล้วในฉบับนี้

- ความคืบหน้าของแผนฟื้นฟู

โดยหลักจะแยกบัญชีและหน่วยธุรกิจให้ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐานจะให้รัฐบาลรับภาระไป ส่วนล้อเลื่อนให้บริษัทลูกหรือเอกชนดำเนินการ ถ้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานก็จ่ายค่าใช้ทาง ส่วนภาระหนี้สินที่รถไฟมีอยู่ประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยหนี้เงินกู้เดิมซึ่งกู้มา 112 ปี และสะสมมาเรื่อยๆ หนี้ค่าซื้อหัวรถจักรล้อเลื่อน หนี้บำเหน็จบำนาญ และหนี้อื่นๆ โดยเฉพาะบำเหน็จบำนาญที่ค้างเก่าต้องจ่าย ปีละ 2.7 พันล้านบาท บำนาญที่ต้องเลี้ยงคนที่เกษียณไป 1.2 หมื่นคน วันนี้มี พนักงานรถไฟที่จะต้องจ่ายบำนาญอีก 1.3 หมื่นคน รวมแล้วคาดว่าจะต้องจ่ายหนี้ผูกพัน 2.5 หมื่นคน คิดเป็นเงินที่จะต้องจ่าย 1.58 แสนล้านบาท แต่เงินตัวนี้ยังไม่ได้จ่ายทั้งหมด เพราะคนยังไม่ออก

ก็คิดย้อนกลับไปว่า ถ้าปีหนึ่งมีคนเกษียณแล้วต้องจ่ายเงินบำนาญ 300-400 คน จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ คำนวณดูแล้ว สมมติคนอายุยืน 75 ปี ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง 52,000 ล้านบาท มาตั้งไว้ตรงกลาง และบริหารเงินแบบกองทุน นำเงินตรงนี้มาจ่ายผู้บำเหน็จบำนาญแต่ละปี ดอกผลที่ได้จะเพียงพอแก้ปัญหาได้ รัฐเลยมีความคิดว่าต่อไปทำแผนฟื้นฟูแล้ว จะนำเงินตรงนี้มาจากการแยกตั้งบริษัทลูกขึ้นมา แล้วเอา รายได้มาแก้เรื่องโมเดลต่างๆ

- หน้าที่และจำนวนของบริษัทลูก

จะตั้งบริษัทลูก 2 บริษัท โดยการรถไฟฯถือหุ้น 100% คือ 1.บริษัทเดินรถ เพื่อเดินรถสินค้า ขนผู้โดยสาร รถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (Airport Rail Link) และรถไฟสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชัน และบางซื่อ-รังสิต 2.ในส่วนที่ดินจะตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ขึ้นมา เพื่อปรับวิธีบริหารจัดการเรื่องทรัพย์สินให้คล่องตัวขึ้น ภายหน้าเราจะนำรายได้ที่ได้มาสนับสนุนเรื่องบำเหน็จบำนาญ

- แผนฟื้นฟูจะเข้า ครม.ช่วงหลังสงกรานต์

ใช่ครับ แต่ทั้งหมดนี้ต้องรับฟังความเห็นจากหลายหน่วยงาน ทั้งจาก สศช. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) สำนักงบประมาณ ฯลฯ ก็มีคำถามว่า บริษัทที่ดินตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร และรถไฟบริหารจัดการได้แค่เรื่องบริหารสัญญาเท่านั้น เพราะกระทรวงการคลังมีนโยบายไม่ให้รถไฟนำที่ดินแต่ละแปลงไปพัฒนาเอง ต้องการให้หาคนมาพัฒนา เมื่อได้คนแล้ว ไปทำสัญญาโดยตรงกับการรถไฟฯ และให้บริษัทลูกบริหารสัญญาต่อไป ไม่ใช่การพัฒนาที่ดินเอง เพราะไม่ต้องการให้แข่งกับเอกชน มองว่าจริงๆ แล้วเอกชนน่าจะทำได้ดีกว่า

ดังนั้นในส่วนนี้จะเป็นลักษณะสัมปทานหรือร่วมทุนก็ได้ และบริษัทลูกก็มีสิทธิ ร่วมทุนกับเอกชนได้ ไม่ใช่ให้สัมปทานอย่างเดียว เพื่อที่จะได้ผลประโยชน์ 2 ต่อ คือต่อแรกได้ค่าเช่า ต่อที่สองได้ส่วนแบ่งรายได้เมื่อมีกำไร

- ภารกิจของบริษัทลูก

กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์มองว่า ภารกิจหลักของการรถไฟฯไม่ใช่เรื่องที่ดิน มีหน้าที่ขนส่งสินค้า ขนส่งคน อะไรที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักไม่ควรจะทำ ให้บริษัทลูกไปทำ สิ่งที่จะตามมาคือ เกิดความคล่องตัวในการบริหาร เพราะบริษัทที่ดินจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การบริหารที่ดินในเชิงสังคม ช่วยแก้ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาการบุกรุกที่ดินการรถไฟฯ การหาที่อยู่อาศัยใหม่ให้ ผู้บุกรุก 2.พัฒนาที่ดินในเชิงพาณิชย์ หาผู้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนามาทำสัญญากับการรถไฟฯ 3.การติดตามเรื่องหนี้สิน การบริหารสัญญา การกำกับดูแล ฉะนั้นภาพของบริษัทลูกจะชัดเจนขึ้นว่า ถ้าเป็นบริษัทลูกแล้ว กฎระเบียบต่างๆ จะคลี่คลายลง จะทำอะไรไม่ต้องไปขอบอร์ดทุกครั้ง

ส่วนบริษัทเดินรถจะเป็นส่วนสำคัญ สิ่งแรกที่จะต้องทำคือ เดินรถโครงการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รองรับการเปิด เส้นทางนี้โดยเร็วที่สุด เพราะโครงสร้างทางจะเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่การตกแต่ง บริษัทเดินรถจะมี 2 ส่วน คือส่วนด้านการบริหารการเดินรถและส่วนพาณิชย์ เมื่อเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ได้แล้ว การหารายได้จาก 8 สถานีจะทำยังไง เพื่อนำรายได้เข้าการรถไฟฯและบริษัทลูก

ในส่วนของการเดินรถกำลังขออนุมัติตั้งบริษัทลูก จะเร่งเพื่อมารองรับการเปิดในเดือนสิงหาคมหรือเปิด 100% ในวันที่ 5 ธันวาคม สิ่งที่จะทำอย่างแรกคือ ต้องมีบริษัทลูก ถ้าไม่มีต้องเอาคนของการรถไฟฯเข้าไปบริหารก่อน ต่อมาคือการดำเนินการบริหารของบริษัท และการกำหนดแผนในระยะยาว

ในส่วนของการตั้งบริษัทอยู่ในส่วนของการดำเนินการอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือต้องหาคน ตอนนี้แม้บริษัทยังไม่ตั้งจะต้องหาคนมาเดินรถ คนที่จะดำเนินการคือซีอีโอซึ่งยังไม่มี ต้องเอาคนรถไฟไปเป็นก่อน ได้ตั้งคุณภากรณ์ชั่วคราว (ภากรณ์ ตั้งเจตสกาว ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน การรถไฟฯ) ประมาณ 2-3 เดือน กำลังหาคนมาทำงานเดินรถให้ได้

- โครงสร้างบุคลากรองค์กรใหม่

เราว่าจ้างสถาบันศศินทร์ของจุฬาฯมาคัดเลือกบุคลากรในตำแหน่งสำคัญๆ 51 ตำแหน่ง กับอีก 450 คน จะทยอยรับรอบแรก 120 คน ไม่จำกัดว่าเป็นคนนอกหรือคนการรถไฟฯ เดือนมิถุนายนจะเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจะเป็นการเรียนงาน จาก 2 ส่วน คือจากบริษัทซีเมนส์ที่ต้องเทรนให้เราตามสัญญา เป็นคู่มือการเดินรถไฟฟ้า แต่ในเรื่องการบริหารจัดการเดินรถ ต้องว่าจ้างบริษัทที่มีความชำนาญมาเทรนให้ คือบริษัท DBI จากเยอรมนี เพราะเคยสอนทั้งพนักงานบีทีเอส, รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟในมาเลยเซีย ค่าจ้าง 80-90 ล้านบาทต่อปี ช่วงแรกจะว่าจ้าง 2 ปี ในอนาคตจะนำไปใช้กับการบริหารจัดการกับรถไฟสายสีแดง 2 สายคือ บางซื่อ-ตลิ่งชัน และบางซื่อ-รังสิตได้

มีคำถามมากมายว่าที่ทำถูกต้องและเหมาะสมหรือยัง เรื่องโครงสร้างของบริษัทและจำนวนพนักงาน ขอยืนยันว่า สิ่งที่เราทำเหมาะสมและถูกต้อง เพราะมีบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้มาแล้วออกมาเป็นแผนธุรกิจ และมีตัวเปรียบเทียบจากบีทีเอสและ รฟม.

- แผนธุรกิจของบริษัทลูก

ในผลการศึกษา ปีแรกรายรับและรายจ่ายจะพอๆ กัน จนถึงปี 2556 หรือปีที่ 5 รายได้ก่อนหักภาษีจะเป็นบวก รายได้จะมาจากการเดินรถ ตั้งเป้าไว้ผู้โดยสารสาย City Line วันละ 8 หมื่นคนถึง 1 แสนคน เก็บค่าโดยสาร 15-40 บาท ถ้าเป็น Express Line วันละ 1.5-2.5 หมื่นคน ค่าโดยสาร 150 บาท มีคนถามว่า ถ้าผู้โดยสารแค่ 50% จะมีกำไรหรือไม่ ยังยืนยันว่า กำไร เพราะรายได้จะมาจาก 2 ส่วน คือค่าโดยสารและพื้นที่เชิงพาณิชย์ตามสถานี เช่น ป้ายโฆษณา ร้านค้า ภัตตาคาร เป็นต้น ปีแรกจะได้ 50-100 ล้านบาท จะมากขึ้นในปีที่ 5 เพราะเก็บ ค่าเช่าได้สูงขึ้น โดยสรุปรายได้จากค่าโดยสารปีที่ 5 จะประมาณ 2-3 พันล้านบาท ส่วนที่ดินจะได้ประมาณ 1 พันล้านบาท และขึ้นเป็น 2 พันล้านบาท ในปีที่ 5-6 เพราะแรกๆ ค่าเช่าที่ดินจะถูกเพราะเพิ่งลงทุน รูปแบบการลงทุนจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาบริหารแบบ outsource ทั่วไป

- การรถไฟฯในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น ถ้าแผนฟื้นฟูโอเค บริษัทลูก run เต็มที่ โดยมีแอร์พอร์ตลิงก์เป็นจุดเชื่อมโยงสิ่งใหม่ๆ

แต่สิ่งแรกผมอยากเห็นคนการรถไฟฯโชว์ศักยภาพเต็มที่ ไม่อยากให้ใครมาดูถูก เราต้องร่วมใจทำงานให้เห็นเป็นรูปธรรมและผลงานนั้นต้องได้รับการยอมรับ

การร่วมใจโดยมีเป้าหมาย มีความหวังและแรงจูงใจก็น่าจะทำให้การรถไฟฯดีขึ้น เรากำลังสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา และเพิ่มประสิทธิภาพ ขยายขีดความสามารถในด้านการแข่งขัน ผมเชื่อว่าในโมเดลใหม่ จะช่วยให้การรถไฟฯดีขึ้น พัฒนาขึ้น นี่คือความหวัง (สีหน้าจริงจัง)

อย่าลืมว่า รถไฟวันนี้ยังบริหารของเก่าอยู่ ของใหม่จะมาอีก 3 ปี ผมเป็นผู้ว่าการมา 6 เดือน สิ่งที่ทำได้คือเน้นเรื่องบริการให้ดีที่สุด

หน้า 1
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0103160452&day=2009-04-16&sectionid=0201

ศาสตร์ฮวงจุ้ยของพฤกษาฯ คอนโดฯ Ivy Chinatown

 
วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4097

ศาสตร์ฮวงจุ้ยของพฤกษาฯ คอนโดฯ Ivy Chinatown



การก้าวกระโดดเข้ามาซื้อที่ดิน ในย่านไชน่าทาวน์ ริมถนนไมตรีจิตต์ ใกล้วงเวียน 22 กรกฎา ของกลุ่ม PS "พฤกษา เรียลเอสเตท" ดูเหมือนเป็นเรื่องท้าทาย ที่ค่ายนี้อยากลองลิ้มชิมรสชาติใหม่

ใหม่ทั้งทำเล ใหม่ทั้งราคา

จะว่าไปแล้ว แนวคิดที่จะซื้อที่ดินแปลงเด็ดในทำเลใหม่ๆ "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์" ซีอีโอ พฤกษาฯ ติ๊กต๊อกมานานแล้ว

"เราคิดไว้นานแล้ว เรื่องมองหาที่ดินทำเลดีๆ ซึ่งมีอยู่หลายแปลงที่เล็งไว้ เราอยากทำอะไรที่เหนือไปอีกขั้น แต่สิ่งที่ทำต้องอยู่ในความถนัดที่เรามีอยู่" ทองมา บอกกับ "ประชาชาติธุรกิจ"

ฉะนั้น คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ ของทองมา ที่ชื่อ "ไอวี่ ไชน่าทาวน์" ก็คืออีกหนึ่งผลงานที่เขาเชื่อว่าพฤกษาฯมีความถนัด

ถนัดทั้งการมอง "ทำเล" และการก่อสร้าง

โดยมีมืออาชีพมาช่วยบ่ม ทำให้ที่ดินแปลงนี้มีความสมบูรณ์และชัวร์มากขึ้น

มืออาชีพคนแรกคือ "ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต" หนุ่มนักพัฒนาที่ในใจของเขาเต็มไปด้วยไฟแห่งการทำงาน

เขาเชื่อว่า Ivy Chinatown จะเป็น "เพชรเม็ดใหม่" ของพฤกษาฯ ที่เปล่งประกายและแข็งแกร่ง

การที่ "ประเสริฐ" คลุกคลีอยู่กับธุรกิจเรียลเอสเตตมานาน ทำให้เขาเชื่อว่า คอนโดฯใหม่ที่มีราคาแพงที่สุดตั้งแต่พฤกษาฯเคยทำมา น่าจะตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มหนึ่งได้ตรงจุด

"ถึงเวลาแล้วที่พฤกษาฯจะสยายปีกไปเซ็กเมนต์ใหม่ เพื่อเจาะตลาดคนไทยเชื้อสายจีน ที่ทำการค้าและต้องการที่อยู่ใหม่ ซึ่งไม่ไกลจากเดิมที่เขาเคยอยู่"

นี่จึงเป็นที่มาของโปรเจ็กต์หรูในย่านไชน่าทาวน์ ที่การันตีโดยยี่ห้อ PS

ส่วนอีกหนึ่งหญิงแกร่ง "วรรณา ชัยสุพัฒนากุล" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษาฯ ก็เป็นกำลังสำคัญในการ "ต่อภาพ" โครงการนี้จนสำเร็จ

"วรรณา" ไม่ใช่ใครอื่น เธอโลดแล่นอยู่ในวงการเรียลเอสเตตมานานเกิน 20 ปี ผ่านประสบการณ์มาทุกยุคและเห็นสัจธรรมธุรกิจจนชิน

ค่ายพฤกษาฯจึงได้รับการเติมเต็มและสามารถตอบโจทย์ "ลูกค้า" คนจีนได้ ตรงจุด เพราะทั้งเขาและเธอต่างก็มี เชื้อสายจีนทั้งคู่

เมื่อมีเรื่องจีนๆ เข้ามาผสม แน่นอนว่า สิ่งที่พวกเขามองข้ามไม่ได้คือการนำ "ศาสตร์ของฮวงจุ้ย" มาใช้ให้เกิดประโยชน์

"ถ้าทำให้ดีและถูกหลักฮวงจุ้ย โครงการจะขายดี คนอยู่ก็จะเฮง"

ไอวี่ ไชน่าทาวน์ จึงถูกวางคอนเซ็ปต์ด้วยหลักของ "ฮวงจุ้ย" มาตั้งแต่แรก เริ่มจากการเลือกแปลงที่ดิน ที่ตั้ง การออกแบบ การวางผังแบบแปลนโครงการทั้งภายนอกและภายใน ฯลฯ

เพื่อให้ทุกห้องชุดถูกหลักทิศทางลมและแสงแดด ให้คนอยู่สบายที่สุด

"ห้องหัวมุม" จะถูกออกแบบอย่าง เห็นชัด คืออยู่ในมุมที่ดี ลมพัดผ่านตลอด

ที่น่าสนใจ "แบบแปลน" โครงการนี้ ดูแล้วลักษณะเหมือน "เพชร" รูปทรงสามเหลี่ยมแวววาว

ชื่อ "เพชร" ก็มีความหมายเบ็ดเสร็จ คือดีและแกร่ง เหมาะกับการอยู่อาศัย

"ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต" กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ขยายความว่า

"ในหลักฮวงจุ้ย แปลนรูปเพชรนี้จะถูกออกแบบให้สอดรับกับยุคของโลกปัจจุบัน ที่กำลังเข้าสู่ยุคแปด (8) โดยมีความเชื่อส่วนตัวว่า เลข 8 จะช่วยส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยเจริญรุ่งเรืองและร่ำรวยขึ้น

แปลนห้องชุดล้วนถูกหลักฮวงจุ้ย หลักที่ว่า "จะช่วยเสริมอำนาจ บารมี โชคลาภ เงินทอง และความเป็นสิริมงคลให้ ผู้อยู่อาศัยเจริญทุกด้าน"

ไม่เพียงแต่แปลนและภายในห้องชุดเท่านั้นที่มีเรื่องของฮวงจุ้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้แต่สำนักงานขายก็ยังถูกออกแบบให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งเซลส์ออฟฟิศแห่งนี้เปรียบเสมือน "ประตู" ทำเงิน

ประตูด้านหน้าที่ทำมุม 30 องศาจะอยู่ในทิศรับเงินรับทอง หรือ "องศามงคล" เมื่อเปิดประตูเข้ามา ตัวคนจะทำมุมกับแผ่นป้ายไม้ที่เขียนภาษาจีนคำว่า "โชคดี" พอดี เพื่อให้ถูกจริตกับลูกค้าคนไทยเชื้อสายจีน ที่เชื่อว่าการเปิดประตูแล้วได้เจอกับความโชคดี ชีวีก็จะมีสุขตลอดไป (ถ้าเข้ามาอยู่อาศัยในโครงการ)

เลขจำนวนยูนิตในโครงการไอวี่ฯก็ดูเหมือนจะเจาะจงให้เป็น "เลข 69" เพราะมี 69 ยูนิตพอดีเป๊ะ

ถามว่า "ทำไมต้อง 69"

"ศาสตร์ฮวงจุ้ย เลข 69 เป็นหยางและหยินในตัวเอง คือมีร้อนมีเย็น มีหญิงมีชาย มีคู่มีคี่ มีเงินมีทอง เรียกว่าสมดุลในทุกส่วน" ประเสริฐอธิบาย

ที่สำคัญ จำนวน 69 ยูนิต เหมาะสมลงตัวทั้งเรื่องของขนาดที่ดิน การออกแบบ และสิ่งแวดล้อม

ส่วนการตกแต่งนั้น เน้นสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-Renaissance ที่ดูหรูหรา สง่างาม สอดรับกับความชอบของลูกค้าเป้าหมาย

"ไอวี่ ไชน่าทาวน์" คอนโดฯใหม่สูง 11 ชั้น มีมูลค่าโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินหัวลำโพงเพียง 500 เมตร

พฤกษาฯตั้งราคาขายต่อตารางเมตร ไว้ที่ 1.2 แสนบาท

ซึ่งเป็น "ราคา" ในระนาบเดียวกับ คอนโดฯ ย่านวิทยุ เพลินจิต สุขุมวิท ทองหล่อ ที่กลุ่มแสนสิริ ไรมอนแลนด์ ที.ซี.ซี.ฯ ทยอยเปิดตัวก่อนหน้านี้

เพชรเม็ดใหม่ของพฤกษาฯ ไม่เพียง โดดเด่นเรื่องฮวงจุ้ยอย่างเดียว แต่ยัง โดดเด่นด้วยเรื่องของ "ราคา" และ "ทำเล"

เป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นที่บริษัทนี้เคยทำมา

หน้า 7
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02rea01160452&day=2009-04-16&sectionid=0217