วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

มะเร็งจะสิ้นฤทธิ์ หมดเดชเป็นโรคเพชฌฆาตภายใน 20 ปีนี้

Pic_7107

แพทย์เมืองผู้ดี ระบุว่า เนื่องจากเทคโนโลยี ระบบการรักษาสมัยใหม่ และข้อจำกัดทางด้านการเงินที่จะดีขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้ จะทำให้คนในอนาคตตายน้อยลง...

ในขณะที่อัตราการรอดชีวิตของคน ไข้โรคมะเร็งกำลังเพิ่มขึ้นทุกวันอยู่นี้ แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญของอังกฤษ ได้นึกเลยล่วงหน้าไปแล้วว่า มะเร็งจะสิ้นฤทธิ์ของการเป็นโรคเพชฌฆาต ภายในเวลา 20 ปีข้างหน้านี้

ศาสตราจารย์คารอล สิกอรา อาจารย์วิชาโรคมะเร็ง วิทยาลัยแพทย์อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอนกล่าวว่า การรักษาโรคมะเร็งกำลังอยู่ในช่วงปฏิวัติ ซึ่งหมายความว่า "ภายในเวลาสองทศวรรษนี้ เราอาจจะไม่ต้องตายลงอีก แทนที่จะมีสภาพเหมือนกับผู้โดนถูกพิพากษาให้ประหารชีวิต คนไข้ต่อไปจะถูกรักษา เป็นเหมือนอย่างคนไข้โรคเรื้อรัง อย่าง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคหืดเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยี ระบบการรักษา และข้อจำกัดทางด้านการเงินที่จะดีขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้"

"มันจะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ภายใน 20 ปีข้างหน้านี้ แบบเดียวกับโรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคหืด" อาจารย์คารอลแจ้ง.

http://www.thairath.co.th/content/tech/7107

จับตัวยีนอายุยืนได้แล้ว อยากอยู่ดูโลกนาน ให้กินผักผลไม้มากๆ

Pic_7598

หลังจากที่ นสพ.ไต้หวัน ตีข่าว นักวิจัยฯ พบ ยีนส์ "ซีไอเอสดี 2" ที่มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคมะเร็งตับในหนู แนะคนอยากอายุยืนควรจะกินอาหารที่เป็นผักและผลไม้...

นักวิทยาศาสตร์ไต้หวันประกาศว่า รู้ตัวยีนหรือหน่วยพันธุกรรม ซึ่งมีส่วนทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแก่ชราแล้ว และหวังว่าจะนำเอามาใช้เพื่อยืดอายุมนุษย์ออกไปได้

หนังสือพิมพ์รายวัน"ไทเป ไทม์ส" ของไต้หวัน รายงานข่าวว่า   นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติหยาง   หมิง ได้ค้นพบยีน ซึ่งมีชื่อว่า "ซีไอเอสดี 2" โดยบังเอิญ ระหว่างการค้นหายีนซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกับโรคมะเร็งตับในหนูและพร้อมกันนั้น ก็ได้สังเกตพบว่าหนูอายุ 2 เดือน ตัวที่โดนถูกเอายีนตัวนี้ออกไป ได้แสดงอาการของความชราภาพออกมาอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ขนหงอก น้ำหนักตัวและมวลกล้ามเนื้อกับกระดูกหดเหลือเล็กลง

หัวหน้าคณะนักวิจัย นายไว ติงเฟน กล่าวแจ้งว่า ปกติแล้วหนูทดลองจะมีอายุเฉลี่ย 2 ปี และบอกว่านักวิจัยกำลังพยายามจะชุบเลี้ยงยีนนี้ด้วยอาหารที่อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งได้บอกแนะนำล่วงหน้า ก่อนที่จะรู้ผลการศึกษาว่า "ถ้าใครอยากจะมีอายุยืน ก็ควรจะกินอาหารที่เป็นผักและผลไม้ให้มากเอาไว้.

http://www.thairath.co.th/content/tech/7598

แพทยสภาผุดกฎเหล็ก คุมวิจัย-ใช้สเต็มเซลล์

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
แพทยสภาเตรียมคลอดข้อบังคับควบคุมการวิจัย-ใช้ สเต็มเซลล์ในคนภายในเดือนส.ค.นี้

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เปิดเผยว่า ร่างข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรม แห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ... ว่า ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) เพื่อการรักษาโรค ในคนเสร็จแล้ว และจะเสนอต่อที่ประชุมใหญ่แพทยสภาในเดือน มิ.ย. ก่อนที่จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยคาดว่าจะบังคับใช้ได้ภายใน 3 เดือนนี้

ทั้งนี้ ร่างข้อบังคับดังกล่าวกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการวิชาการและจริยธรรมด้านการ วิจัยในคนของเซลล์ต้นกำเนิดของ แพทยสภา ซึ่งถือเป็นคณะกรรมการกลางระดับชาติ

“การวิจัยสเต็มเซลล์นอกจาก จะต้องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมในโรงพยาบาลที่เป็นต้นสังกัดแล้ว จะต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการชุดนี้ด้วย เพื่อควบคุม การรักษาและการวิจัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อบังคับยังกำหนดให้ผู้ที่ทำการวิจัยหรือผู้ที่ใช้สเต็มเซลล์ในการรักษาโรคขึ้นทะเบียนภายใน 60 วัน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกหลอกต้องเสียค่ารักษาแพงๆ เพราะขณะนี้มีโรงพยาบาลหลายแห่งโฆษณาอวดอ้างว่าสามารถรักษา โรคต่างๆ ด้วยวิธีการใช้สเต็มเซลล์ ทั้งที่ไม่มีหลักเกณฑ์ข้อพิสูจน์ทางการแพทย์

http://www.posttoday.com/news.php?id=48982

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

‘ด็อก-โอ-เมติก’อุปกรณ์ในฝัน ตู้อาบน้ำน้องหมาอัตโนมัติ

'ด็อก-โอ-เมติก'อุปกรณ์ในฝัน ตู้อาบน้ำน้องหมาอัตโนมัติ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2552 12:37 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ยืนนิ่งให้อาบน้ำ

ก่อนอาบ เจ้าของต้องเลือกโปรแกรมและขนาดของน้องหมา
เดลิเมล์ – เวลาที่น้องหมากลับเข้าบ้านชนิดมอมแมมไม่ยั้ง แถมมีกลิ่นบางอย่างที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก ชั่ววูบหนึ่งเจ้าของอาจอยากเหลือเกินที่จะจับบั๊ดดี้สี่ขายัดเข้าเครื่องซักผ้า
       
       ข่าวดีสำหรับคนที่คิดแบบนี้คือ คุณทำได้แล้ว หลังจากผู้ประกอบการเมืองน้ำหอมรายหนึ่งได้คิดค้น 'ด็อก-โอ-เมติก' หน้าตาคล้ายเครื่องล้างรถย่อส่วนที่จะแปลงสภาพเจ้าหมามอมแมมให้สะอาดสะอ้านหอมกรุ่นภายในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง
       
       โรแมง จาร์รี วัย 31 ปี ที่ยืนยันว่าอุปกรณ์นี้ไม่ได้โหดร้ายกับสุนัข หวังว่าจะนำด็อก-โอ-เมติกไปเปิดตัวในอังกฤษปีหน้า หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามในเมืองเซนต์แม็กซ์ บ้านเกิดของตนที่อยู่ใกล้กับนองซี
       
       สนนราคาค่าบริการสำหรับการอาบน้ำน้องหมาไซส์เล็กคือตัวละ 13 ปอนด์ (689 บาท), 22 ปอนด์ (1,166 บาท) สำหรับไซส์กลาง และ 31 ปอนด์ (1,643 บาท) สำหรับลูกค้ารุ่นใหญ่ ส่วนแมวคิดราคาเดียวกับหมาเล็ก
       
       "อาบน้ำใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที แต่ที่ใช้เวลานานที่สุดคือการเป่าแห้ง ที่สำคัญเจ้าตูบไม่มีท่าทีเบื่อหน่าย มันแค่ยืนเฉยๆ แล้วพอออกมาจากตู้ก็สะอาดเรี่ยมเร้เรไรได้ใจเจ้าของไปเต็มๆ"
 
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000055613


Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

16 บัญญัติ สู้คอมพิวเตอร์

 
วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4107

16 บัญญัติ สู้คอมพิวเตอร์


คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์


ปฏิเสธไม่ได้ว่า อาวุธสำหรับคนทำงานสมัยนี้ต้องมีคอมพิวเตอร์เป็นหลักสำคัญ

หลายคนใช้เวลานั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนได้เป็นวันๆ ในโต๊ะเก้าอี้ทำงานที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ แถมบางทียังนั่งท่าผิดๆ อีกต่างหาก หารู้ไม่ว่า นั่นแหละคือ การทำร้ายร่างกายโดยไม่เจตนาเลยทีเดียว

ร่างกายจึงประท้วงด้วยการออกอาการปวดเมื่อยบริเวณต่างๆ ตั้งแต่กล้ามเนื้อหลัง ก้นกบ สะโพก ขา ข้อ เส้นเอ็น อวัยวะภายในหดเกร็ง กลายเป็นปัญหาเรื้อรังของคนทำงาน เหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่มักถูกมองข้าม

ดร.แพทริก อิริคสัน ไคโรแพรคเตอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ประจำคลินิกกายภาพบำบัดดีสปายน์ ไคโรแพรคติก มีข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ว่า ควรจะจัดองค์ประกอบทั้งคนทั้งของให้เหมาะสม

1.ควรปรับพนักเก้าอี้ให้เอียง 100-110 องศา พนักเก้าอี้สูงต่ำอย่างเหมาะสม ควรใช้หมอนเล็กๆ มาพิงหลัง เพื่อให้หลังตั้งตรง หากเก้าอี้สามารถปรับพนักพิงได้ให้ปรับพนักพิงรองรับช่วงโค้งของกระดูกสันหลังช่วงเอวด้วยจะเป็นการดี

2.ปรับที่วางแขนให้ไหล่อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย หากที่วางแขนทำให้ทำงานไม่ถนัดก็ควรถอดออก

3.ปรับระดับความสูงของเก้าอี้ให้ขาวางอยู่กับพื้น เข่าขนานหรืออยู่ในระดับต่ำกว่าสะโพกเพียงเล็กน้อย หรือควรมีที่พักเท้ารองใต้เท้า เพื่อให้ช่วงเข่าและเท้าผ่อนคลาย

4.ระยะห่างของช่วงโต๊ะไม่ควรชนกับต้นขา ควรนั่งให้เข่าขาตั้งฉากกับเก้าอี้

5.วางคีย์บอร์ดให้อยู่ด้านหน้า และดูว่าส่วนใดของคีย์บอร์ดใช้งานบ่อยมากที่สุด ให้ปรับส่วนนั้นมาอยู่ตรงกลาง

6.ปรับความสูงของคีย์บอร์ดให้สัมพันธ์กับการนั่ง ไหล่ผ่อนคลาย ข้อศอกอ้าออกเล็กน้อยประมาณ 100-110 องศา ข้อมือและมือตรง ถ้าหากแขนและข้อศอกตั้งฉากได้ก็จะไม่ทำให้แขนเมื่อย

7.ถ้ามีที่วางข้อมือควรใช้เป็นที่พักมือ ไม่ควรใช้ที่วางข้อมือในขณะที่พิมพ์งาน และไม่ควรใช้ที่วางข้อมือที่กว้างเกินไปหรืออยู่ในระดับที่สูงกว่าคีย์บอร์ด เพราะจะทำให้ แขนล้าได้

8.เมาส์ควรวางให้ใกล้กับคีย์บอร์ดมากที่สุด และวางบนพื้นผิวที่เรียบลาดเอียงเล็กน้อย

9.ไม่ควรยกไหล่เมื่อพิมพ์งาน ควรผ่อนคลายบริเวณบ่า และไหล่ให้มากที่สุด

10.ปรับด้านบนสุดของจอให้อยู่ในระดับสายตา

11.ควรวางจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่เหนือคีย์บอร์ด และตรงกับระดับสายตาในขณะที่นั่งประมาณ 2-3 นิ้ว

12.ควรนั่งให้แขนห่างจากหน้าจอให้ยาวที่สุด และควรปรับระยะการมองเห็น หลีกเลี่ยงการเพ่งจ้องคอมพิวเตอร์ทางที่ดีควรมีแผ่นกรองแสงป้องกันการเสื่อมของตา

13.ลดแสงจากจอคอมพิวเตอร์ และลดแสงที่มากวนจอ

14.ควรพักบริหารร่างกาย 1-2 นาที ทุกๆ 20-30 นาทีในการทำงาน จะยืดเส้นยืดสาย บิดตัว หรือเดินเข้าห้องน้ำก็ได้

15.พักสายตา อย่างน้อย 5 นาที หลังจากที่จ้องดูหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เพราะแสงหรือรังสีจากจออาจทำให้ตาเมื่อยล้า จนทำให้สายตาสั้นได้ ควรจะพักสายตาด้วยการหลับตา หรือมองไปรอบๆ เป็นระยะๆ หากรู้สึกปวดตาให้มองไปบริเวณที่มีสีเขียว จะทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น

16.หากรู้สึกเมื่อย ให้หยุดพัก อย่าฝืน

เอ้า...คนทำงานทั้งหลาย วันนี้คุณ "ขยับ" บ้างแล้วหรือยัง ?

หน้า 46
http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02spo03210552&day=2009-05-21&sectionid=0219

Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

ความเคารพ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11397 มติชนรายวัน


ความเคารพ


คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก




ความเคารพมาจากคำว่า ครุ ซึ่งแปลว่า หนัก การเคารพก็คือการทำให้หนัก การทำให้หนักก็คือรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ ถอดความอีกทีเพื่อให้ "สื่อ" กันเข้าใจสำหรับคนสมัยนี้ก็คือ การตระหนักในความสำคัญของสิ่งนั้น ไม่ดูเบาในสิ่งนั้นเอง

ถอดรหัสถึงสามชั้นจึงจะพอฟังรู้เรื่องว่างั้นเถอะ

พูดถึงความเคารพ คนยังเข้าใจผิดว่า เพียงกิริยากราบๆ ไหว้ๆ หรือคำนับกันตามมารยาทสังคมนั้นคือความเคารพ ความจริงยังมิใช่ เพราะคนที่ยกมือไหว้คนอื่นทางกายภาพที่มองเห็นนั้น ในใจกำลังแช่งชักหักกระดูกคนที่ตนไหว้อยู่ก็ได้ หรือคนที่ยกมือไหว้โจรปลกๆ อยู่นั้น ก็เพราะกลัวโจรมันจะทำร้ายเอา หาใช่เพราะนับถือหรือตระหนักในคุณความดีอะไรไม่

คารวะหรือเคารพจริงๆ เป็นคุณสมบัติทางใจ เป็นความตระหนักถึงความสำคัญด้วยความซาบซึ้ง มีมากมายในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงยกมา 6 อย่างที่ชาวพุทธจะพึงให้ความสำคัญหรือเคารพ คือ

1.พระพุทธเจ้า ต้องตระหนักในคุณความดีของพระพุทธองค์ว่า พระองค์ทรงมีปัญญารู้แจ้งจริง มีความบริสุทธิ์เพราะความรู้แจ้งจริง และมีพระมหากรุณาเผื่อแผ่แก่สัตว์โลกทั้งหลาย

2.พระธรรม ต้องตระหนักว่าคำสอนของพระองค์นำผู้ปฏิบัติให้พ้นจากความทุกข์ได้จริงๆ

3.พระสงฆ์ ต้องตระหนักว่า พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ปฏิบัติชอบยิ่ง เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก เป็นผู้สืบต่อพระศาสนา

4.การศึกษา ต้องตระหนักว่าการฝึกฝนอบรมตนให้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การศึกษาในทางพุทธมิใช่การเล่าเรียนเท่านั้น หากรวมถึงการปฏิบัติที่เรียนมาด้วย

5.ความไม่ประมาท ต้องตระหนักในการควบคุมสติของตนเอง มิใช่เผอเรอ มีสติกำกับอยู่เสมอไม่ว่าจะกระทำสิ่งใด

6.การต้อนรับแขก ต้องตระหนักว่าผู้มาเยือนไม่ว่าใคร ถือว่าเป็นผู้นำสิริมงคลมาให้ ควรพูดจาปราศรัยต้อนรับด้วยไมตรีจิต

ที่ทรงแสดงไว้ 6 อย่าง ก็ใช่ว่าจะมีเพียงเท่านี้ สิ่งอื่นที่มีความสำคัญก็พึงอนุโลมเข้าในสิ่งที่ควรเคารพเหมือนกัน เช่น เจติยสถานต่างๆ รวมถึงบุคคลที่มีอุปการคุณและเจริญด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ มีบิดามารดา ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ เป็นต้น

ความเคารพเป็นเรื่องของความตระหนักซาบซึ้งในใจดังกล่าวมา การแสดงความเคารพเป็นเครื่องแสดงออกให้เห็นว่าในใจเราซาบซึ้งในสิ่งนั้นจริงๆ

การแสดงความเคารพมีทั้งหมด 5 วิธี

1.อัญชลี พนมมือเฉยๆ เช่น เวลาฟังเทศน์

2.นมัสการ หรือวันทา พนมมือไหว้ คือพนมมือแล้วยกขึ้นจดศีรษะ

3.อภิวาท กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบแบบทิเบตเรียกอัษฎางคประดิษฐ์

4.อุฏฐานะ หรือปัจจุคมนะ ลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพ

5.สามีจิกรรม แสดงความนอบน้อมโดยวิธีที่สมควรอื่นๆ เช่น ถอดหมวก ถอดรองเท้า เป็นต้น

คนที่มีความเคารพและแสดงความเคารพถูกต้องต่อบุคคลและสิ่งที่ควรเคารพนับเป็นคนรู้กาลเทศะและน่ารักน่าคบ อยู่ที่ไหนย่อมเจริญแน่นอน

จากที่กล่าวมาว่า คำว่า "เคารพ" มาจากคำว่า "ครุ" ที่แปลว่าหนัก ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งทักว่า แปลเอาเองหรือเปล่า ขอเรียนว่ามิได้แปลเอาเองครับ โบราณาจารย์ท่านแปลและอธิบายมาก่อน ผมจำท่านมาว่าอีกทีหนึ่ง ถ้าท่านยังไม่ "สนิทใจ" ลองดูคำอื่นๆ ที่ท่านใช้เกี่ยวกับการแสดงความเคารพก็ได้

มีข้อสังเกตคือ คำบาลีนั้นถ้าเป็น "การแสดงความเคารพ" ท่านใช้คำว่า ครุกาโร แปลตามตัวอักษรว่า "การกระทำให้หนัก" ถ้าเป็นคำกิริยาพูดถึงคนเคารพสิ่งใดสิ่งหนึ่งท่านใช้คำว่า ครุกโรติ (ครุ+กโรติ) แปลตามตัวอักษรว่า "ย่อมกระทำให้หนัก" ถ้าพูดถึงคนที่ควรเคารพ ท่านใช้คำว่า ครุกาตพฺโพ (ครุ+กาตพฺโพ) แปลตามตัวอักษรคือ "ควรทำให้หนัก" หรือครุฏฺฐานีโย (ครุ+ฐานีโย) แปลตามตัวอักษรว่า "ผู้ควรแก่ฐานะที่หนัก" พอมองเห็นนะครับว่าคำว่า "หนัก" เกี่ยวพันกับ "ความเคารพ" อย่างไร เหมือนกับคำว่า อุรโค ที่แปลว่า "สัตว์ไปด้วยอก" หมายถึง งู สุนโข แปลตามตัวอักษรว่า "สัตว์ที่ขุดดินเก่ง" หมายถึง หมา ถ้าไม่ถอดความถึงสองชั้น ก็ไม่มีทางมองเห็นว่า "อก" กับ "งู" "ดิน" กับ "หมา" มันเกี่ยวกันอย่างไร

โอ๊ย! ปวดหัว เข้าเรื่องความเคารพต่อดีกว่า

การแสดงความเคารพ เป็นเครื่องหมายถึง ความเป็นคนที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงามอย่างวัฒนธรรมการแสดงความเคารพของไทยเรา คือการไหว้อันอ่อนช้อยสวยงาม ชาติอื่นๆ อาจมีการไหว้กัน เช่น อินเดีย ลังกา แต่ทำไม่ได้อ่อนช้อยงดงามเท่าคนไทยสมัยก่อน

ที่ใช้คำ "สมัยก่อน" ก็เพราะคนไทยสมัยนี้ไหว้แบบไม่เป็นเอาเสียเลย เจ้าเงาะที่ "ประนมมือเมินหน้าท่าแบกขวาน" ยังจะไหว้สวยกว่าคนสมัยนี้ด้วยซ้ำ ที่เป็นเช่นนี้เพราะไปเห่อการ "จับมือ" แบบวัฒนธรรมฝรั่งกันมากขึ้น

ที่น่าขำก็คือ เรารณรงค์ให้เด็กรู้จักไหว้ผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่กลับไม่เห็นความสำคัญ งานมอบรางวัลแก่นักเรียนผู้ชนะการประกวดมารยาทไทยครั้งหนึ่ง (หลายปีมาแล้ว) ผู้ใหญ่ที่เป็นประธานมอบรางวัลแก่เด็ก ยื่นมือให้เด็กจับ เด็กยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ไม่ยอมจับมือตอบ เห็นแล้วสะใจดี

ถ้าอยากให้เยาวชนในชาติรู้จักสัมมาคารวะ รู้จักกราบ รู้จักไหว้ ผู้ใหญ่ก็ควรปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างด้วย ไม่ใช่สักแต่พูดๆ แล้วไม่ทำ

สมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเห็นพระไม่เคารพกันตามอาวุโส พระองค์ทรงต้องการให้สำนึกว่า คนที่เจริญแล้วต้องรู้จักเคารพกัน จึงทรงเล่านิทานให้พวกเธอฟัง

มีสัตว์สามตัว คือ ช้าง ลิง นกกระทา อาศัยอยู่ในป่า แรกๆ ต่างก็ไม่เคารพกัน วันหนึ่งสัตว์ทั้งสามตกลงกันว่าใครเกิดก่อนจะได้รับการเคารพจากสัตว์อื่น แล้วการพิสูจน์อาวุโสก็เกิดขึ้น โดยเอาต้นไทรที่มองเห็นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ใครที่เห็นต้นไทรนี้มาตั้งแต่เมื่อใด

ช้างบอกว่า ตั้งแต่ตนยังเป็นลูกช้าง

ลิงบอกว่า ตนก็เห็นมันมาตั้งแต่ยังเป็นลูกลิง

ฝ่ายนกกระทาบอกว่า พวกท่านรู้ไหม แต่ก่อนต้นไทรมิได้อยู่ที่นี่ ฉันกินผลไม้มาจากป่าไกลโพ้นแล้วมาขี้ไว้ตรงนี้ ไทรต้นนี้เกิดจากเมล็ดไทรที่ข้าขี้ไว้ สำแดงว่าฉันแก่กว่าพวกท่าน

ช้างและลิงต่างยกให้นกกระทาเป็นตั้วเฮียตั้งแต่บัดนั้น

สัตว์เดียรัจฉานมันยังรู้จักสัมมาคารวะต่อกัน แล้วคนล่ะจะเรียกว่าผู้เจริญได้อย่างไร ถ้าแม้การกราบการไหว้ยังทำไม่เป็น

หน้า 7
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01bud02240552&sectionid=0121&day=2009-05-24

Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (3) ร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11397 มติชนรายวัน


ลูกปัดปริศนา ตรีรัตนะ (3) ร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิ


คอลัมน์ แกะ(รอย)ลูกปัด

โดย บัญชา พงษ์พานิช plearnstan@gmail.com




มีการพบ "ลูกปัดตุ๊กตาหรือตรีรัตนะทองคำ" อีกสองแบบที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร ซึ่งชาวบ้านยังมองไม่หนีไปจาก "ตัวตุ๊กตา" ที่พบทำด้วยเนื้อหิน เพราะคล้ายกันมาก เพียงแต่ทำได้ง่ายกว่า ด้วยการนำลวดทองกลมหรือแบน มาบิดขดเป็นรูปคล้ายตรีรัตนะ ซึ่งหากดูโดยละเอียดจะพบว่าคล้ายกับตัว อักขระพราหมีโบราณ "มะ" ของอินเดียภาคเหนือในสมัยเมื่อประมาณสองพันปีก่อนโน้น

ในหนังสือเล่มเดิม Early Indian Symbols : Numismatic Evidence ว่าด้วยสัญลักษณ์โบราณของอินเดียจากหลักฐานบนเหรียญตราของ Dr.Savita Sharma ตีพิมพ์ที่กรุงเดลีเมื่อปี พ.ศ.2533 ระบุว่าตัวอักขระพราหมี "มะ" นี้ละม้ายมากกับ สัญลักษณ์ทอรีน "Taurine" ที่นิยมใช้ในอินเดียสมัยโบราณ ด้วยรูปลักษณ์คล้ายกับการประสมของพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ในทำนอง สุริยันและจันทรา (combination of Sun and Moon) อันหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ซึ่งสัมพันธ์กันกับภาพโคนนทิและภูเขาที่มีเสี้ยวเดือนประดับอยู่ ซึ่งหมายถึงเอกองค์พระศิวเทพในศาสนาพราหมณ์โบราณ โดยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นร่องรอยการเคารพสุริยันและจันทราอันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในทั่วทั้งโลกในสมัยโบราณ

เธอระบุว่า "พระอาทิตย์" นั้นถือเป็นบุรุษมหาเทพสูงสุดเสมือน "องค์อิศวร" หรือ "อาทิพุทธะ" ในขณะที่ "พระจันทร์" นั้นเสมือนเทพีแห่งสรรพสิ่งในธรรมชาติ "ปรารถนา" "ธรรมะ" และ "สังฆะ" รังสรรค์ซึ่งธาตุทั้งห้าอันรวมถึงมนุษยชาติและจักรวาล



การนำสัญลักษณ์ "สุริยัน-จันทรา" อันไม่ได้แสดงเพียง 2 สิ่งสูงสุดเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการประสานพลังกันของ 2 ด้านเข้าด้วยกันจึงเป็นประเด็นสำคัญ ยิ่งกว่านั้นเธอยังเสนอต่อไปถึง "Taurine Symbol" ซึ่งเป็นภาพของ "หัวพระโคกับเขาคู่" ที่มีพบในอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุโบราณสมัยโมเหนโชดาโรนั้นน่าจะหมายถึงปศุปัตินาถหรือมหาแห่งมวลสัตว์ (Pasupati, the lord of beasts) ในศาสนาโบราณ โดยทิ้งท้ายไว้อีกว่าสัญลักษณ์แห่ง "สุริยัน-จันทรา" นี้ยังละม้ายเหมือน สัญลักษณ์แห่งจักรราศีพฤษภ (the Zodiacal sign "Taurus") ของโลกกรีกโบราณที่แทนด้วยภาพศีรษะและเขาคู่ของพระโคเช่นกัน

Dr.Savita Sharma เสนอว่า ชะรอยรูป "สุริยัน-จันทรา" ที่มาละม้ายคล้าย "อักขระ มะ" "Taurine Symbol" และ "the Zodiacal sign Taurus" ของทั้งอารยธรรมโมเหนโชดาโร อินเดียโบราณ และกรีกโบราณ แล้วสานต่อมาเป็นรูป "นนทิบาท" และ "ตรีรัตนะ" นี้ น่าจะอยู่ในสายการวิวัฒน์ของรูปสัญลักษณ์เหล่านี้ร่วมกัน รวมถึงสัญลักษณ์ "ตรีศูล" ของทั้งพระศิวะและวิษณุเทพด้วย

กับยังบอกอีกด้วยว่าไม่เพียงแต่ศาสนาพราหมณ์และพุทธเท่านั้นที่เคยร่วมใช้สัญลักษณ์นี้ ยังมีศาสนาเชนหรือไชนนะ ซึ่งใช้สัญลักษณ์ตรีรัตนะหรือนนทิบาทอย่างแพร่หลาย ด้วยความหมายถึงหลักพื้นฐาน 3 ประการ คือ สังโยคญาณ (การรู้ชอบ-samyaka jnana), สังโยคจริต (การปฏิบัติชอบ-samyaka charitra) และสังโยคทัศนะ (การเห็นชอบ-samyaka darsana) และได้หมายเหตุไว้ว่าในยุคสาญจีและภารหุตนั้น สัญลักษณ์ตรีรัตนะนี้ยังมีความหมายถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

ในขณะที่กุมาราสวามี (Coomaraswamy) ชี้ว่าหลังพุทธศตวรรษที่ 9 แวดวงศาสนาพุทธและไชนนะ ได้เลิกใช้สัญลักษณ์นี้ คงมีเหลือใช้แทนองค์ "พระศรีหรือพระลักษมี" ในศาสนาพราหมณ์เท่านั้น

ผมขอสรุปผลการตามรอย "ลูกปัดตรีรัตนะ" ที่ต่อเนื่องมา 3 ตอน เพื่อการช่วยกันแกะหาร่องรอยต่อไปของท่านทั้งหลายดังนี้

-หนึ่ง "ลูกปัดตรีรัตนะ" นี้ มีวิวัฒนาการสืบเนื่องกันมาแต่โบราณของมนุษยชาติ โดยหมายเอาสิ่งเคารพบูชาสูงสุดของมวลมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยและบริบทเป็นที่หมาย ตั้งแต่พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระโค-พฤษภ จนกระทั่งพระรัตนตรัย-ไตรรัตนะ

-สอง มีการร่วมใช้เครื่องหมายเหล่านี้ร่วมกัน พร้อมทั้งหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไปมา ตามที่คิดเห็นและให้คุณค่า ตั้งแต่ลัทธิพิธีบูชาธรรมชาติจนกระทั่งเทพดึกดำบรรพ์ พระศาสดาและหลักศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระหว่าง 3 ศาสนายุคโบราณเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน คือ พราหมณ์ พุทธ และไชนนะ หรือ เชน โดยมีหลักฐานการใช้อย่างแพร่หลายมากในแวดวงพระพุทธศาสนาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-6

-สาม มีความเป็นไปได้ว่าลูกปัดตรีรัตนะเหล่านี้ถูกนำเข้ามาในดินแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งร่วมสมัยประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-5 โดยช่างหรือนักเดินทางจากอินเดียโบราณผู้นับถือเทพหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง โดยมีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายมากในอินเดียขณะนั้น

-สี่ หลักฐานเหล่านี้อาจเป็นร่องรอยสำคัญของการสืบค้นหาสุวรรณภูมิ ที่กล่าวกันว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งสมณทูตสายที่ 9 มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในดินแดนเอเชียอาคเนย์ โดยยังไม่เคยมีการพบรอยพระพุทธศาสนาอายุเก่าขนาดนี้ในที่ใดมาก่อน

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ลูกปัดตรีรัตนะ ทั้งหินและทองคำเหล่านี้ ที่ชาวบ้านมองเห็นเป็น ตุ๊กตา หรือตัวแมงมุม ก็ย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็บอกได้ว่าผู้คนบนแผ่นดินไทยเมื่อ 2,000 ปีก่อนนั้นมีศรัทธาและศาสนาสากลกันแล้ว มิใช่คนป่าคนดงที่ไกลห่างจากอารยธรรมแต่อย่างใด


หน้า 21
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun02240552&sectionid=0120&day=2009-05-24

Insert movie times and more without leaving Hotmail®. See how.