วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อย่าทำลายพลังตัวตน ด้วยการแต่งตามอำเภอใจตน !

Dress code (2.)
อย่าทำลายพลังตัวตน ด้วยการแต่งตามอำเภอใจตน !
โดย แดงส์ ตักสิลา 29 มิถุนายน 2552 20:30 น.
       fashionhora@gmail.com
       


       ครั้งที่แล้วนำเอา Dress Code มาชี้แนะสาวทำงานให้ตระหนักถึงการให้ความสำคัญต่อ Dress Code ซึ่งเป็นรหัสมาตรฐานการแต่งกายออกสังคม ก็ได้ภาพสะท้อนที่หลากหลายจากผู้อ่าน ทั้งที่เป็นแฟนประจำ และแวะเวียนมาอ่าน ต่างคนต่างมุมมองก็เป็นเรื่องธรรมดา
       
       ในความเป็นจริงผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันถูก Dress Code ครอบงำกันโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว มิใช่สิ่งแปลกใหม่ หรือเรื่องดัดจริตใดๆ ต่างก้มหน้าก้มตาเดินตามก้นผู้นำด้าน Dress Code กันอยู่แล้ว
       
       แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่เราเลือกแต่งสะท้อนพลังตัวตนตาม Dress Code นั้นๆ ผิดวาระโอกาส และกาลเทศะหรือไม่ คือ สิ่งที่ต้องหันมาทบทวน อย่าแต่งตามอำเภอใจตน หรือกลุ่มตน ด้วยความเชื่อของตนเองในลักษณะอารมณ์ "ช่างมันฉันไม่แคร์"
       
       ลองสังเกตอิทธิพลต้นแบบ Dress Code ต่อไปนี้ดูกันหน่อยไหมว่า ผู้มาทีหลัง เมื่อต้องแต่งตัวให้ตรงตามภาพลักษณ์ตัวตนต้นแบบ และรู้ด้วยว่าต้องแต่งด้วยองค์ประกอบศีรษะจรดเท้าอย่างไร ตลอดจนต้องปรับท่าทีท่าทางให้สอดคล้อง กับต้นแบบพลังตัวตนตาม Dress Code นั้นด้วย

       อาทิ
       
       ทำไมนักร้องเพลงเพื่อชีวิตต้องแต่งกายแนวเดียวกันทุกคน ?
       ทำไมนักร้องลูกทุ่งชายเดี๋ยวนี้ต้องแต่งกายแนวเดียวกับก็อต จักรพันธ์ ?
       ทำไมนักขี่ช็อปเปอร์ต้องแต่งกายศีรษะจรดเท้า ด้วยรูปลักษณ์เดียวกัน ?
       ดาราสาวเวลาออกงาน ทำไมต้องแต่งตัวดันอกดันนมให้ตู้มทะลักล้นตามกันแทบทุกคน ?
       สาวไฮโซสูงวัย ทำไมต้องทำผมทรงตีโป่ง ยีฟู หัวโต ?
       สาวเทียม ทำไมแต่งตัวและเดินเหินเกินความเป็นหญิงแท้เกือบทุกคน ?
       นักร้องวัยรุ่นไทยชายหญิงประเภทดูโอ หรือทีม ทำไมแต่งกายและลีลาสไตล์เกาหลีกันหมด ?
       ทำไมดีเจวีเจต้องมีลีลาเสียง สไตล์การพูดท่าทางเหมือนๆ กันไปหมด ?
       ทำไมสาวๆ ตอนนี้ต้องมีดอกไม้ดอกโตติดผมด้านข้าง หลากสไตล์ โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเข้ากับใบหน้า หรือเสื้อผ้าที่ตัวเองแต่งไหม ติดกันเหมือนเป็นเครื่องรางของขลัง เพราะอะไร ?
       อ้อ ! แถมอีกข้อหนึ่งทำไมคู่บ่าวสาวต้องถ่ายภาพ หรือทำวีดิทัศน มาตั้งโชว์ในงาน ฉายให้แขกชมในงาน แทบจะเหมือนๆ กันไปหมด ?
       

       นั่นแหละครับคือ Dress code ที่ถูกกำหนดโดยต้นแบบตัวตน ของแต่ละอาชีพ แต่ละรูปแบบกิจกรรมทางสังคม แต่ถามว่าแต่งแล้วดูดี มีพลังตัวตน ตามอาชีพนั้นหรือไม่ ต้องพิจารณากันเอง
       
       แต่ที่แน่ๆ ไม่มีพลังตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตนแน่นอน เพราะเป็น Dress code แนวต้องแต่งตามให้ดูดี ดูเหมือน เท่าทัน เท่าเทียม

       เวลาดูหนังเรื่องสามก๊ก สังเกตเครื่องแต่งกายที่ Costume Designer ออกแบบและจัดทำให้ จะคำนึงถึงพลังภาพลักษณ์ตัวตน (HEP's Image Power) ของตัวแสดงแต่ละคน นักออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อการแสดง (Costume Designer) ทำงานแตกต่างจากนักออกแบบแฟชั่น (Fashion Designer) หรือฝ่ายจัดรูปแบบแล้วจัดหาเสื้อผ้าตามสไตล์ (Stylist) เพราะ Costume Designer ต้องตีโจทย์ให้ละเอียดถึงพลังตัวตนตัวแสดงแต่ละคนให้ชัดว่า แต่ละคนมีรูปแบบวิถีชีวิตมีนิสัยพฤติกรรมอย่างไร
       
       ดังนั้นเวลาตัวแสดงนั้นนำเสนอบทบาทที่ตรงตามบุคลิก และมีเครื่องแต่งกายที่ได้ออกแบบให้ดูดีมีพลังตัวตนสัมพันธ์กับบทบาทนั้น ทำให้เรามีอารมณ์คล้อยตามไปกับตัวตนของแต่ละตัวแสดง
       
       ชีวิตประจำวันของเราก็เช่นกัน เราต้องไปปรากฏกายให้คนอื่นได้สัมผัสโดยไม่ได้ตั้งใจ และบางทีเราก็อาจจะไม่เคยใส่ใจในภาพรวมพลังตัวตน อันสะท้อนไปสู่สายตาคนอื่นด้วยสไตล์การแต่งกายที่เราแต่ง จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่มีชื่อเสียง มีโอกาสปรากฏตัวผ่านสื่อ หรือในงานสังคม ที่สื่อทุกสาขาถ่ายภาพไปเผยแพร่ และทำให้เกิดเป็นกระแสค่านิยมต้นแบบ Dress Code ให้แต่งตามกันทั้งเมือง...
       
       เคยแนะว่าการแต่งกายต้องบริหารสมดุล 4 วิถีชีวิตตัวตนให้ดูดี มีพลัง เหมาะสมลงตัวกับบทบาทหน้าที่ และสถานะภาพในการไปปรากฏกาย ลองทบทวนอีกครั้งดีไหมครับ
       
       1. วิถีชีวิตตัวตนส่วนตัว (Personal Lifestyle) ความพึงพอใจ รสนิยม ค่านิยม ความเชื่อ ที่เป็นอารมณ์ส่วนตัว ควรมีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของภาพรวมการแต่งกายโดยรวม ต้องกำหนด
       
       2. วิถีชีวิตตัวตนอาชีพ (Career Lifestyle) รูปแบบเฉพาะแต่ละอาชีพแตกต่างกัน บางคนคิดว่าทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ค่อยมีใครเห็น แต่ลืมไปว่าเวลาเข้าไปในที่ทำงานก็ต้องเดินผ่านให้ผู้คนมองเห็น ควรให้ความสำคัญจัดเปอร์เซ็นต์สะท้อนพลังตัวตนอาชีพให้ชัด

       3. วิถีชีวิตตัวตนองค์กร (Workplace /Corporate Lifestyle) แต่ละสถานที่ทำงาน หรือแต่ละองค์กรต่างมีวัฒนธรรม หรือภาพลักษณ์แตกต่างกัน อาจเป็นที่รวมของคนหลากอาชีพ หลากรสนิยม แต่ที่แน่ๆ อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน ควรจัดเปอร์เซ็นต์สะท้อนพลังตัวตนองค์กรให้ชัดเจนด้วย
       
       4. วิถีชีวิตตัวตนทางสังคม (Social Lifestyle) การไปปรากกฎกายในแต่ละสังคม ต้องตระหนักว่า กำลังไปอยู่ ณ ที่นั้นด้วยสถานภาพใด ฐานะส่วนตัว หรือตัวแทนองค์กร ต้องจัดเปอร์เซ็นต์สะท้อนพลังตัวตนให้เหมาะสมกับสังคมนั้นๆ
       
       ดูแล้วเหมือนมันเป็นเรื่องยุ่งยาก และไม่น่าจะต้องมาวุ่นวายแนะนำ แต่ก็ลองกวาดสายตา มองดูรอบๆ ตัวเรา บนถนน ในร้านอาหาร ในศูนย์การค้า ในห้างสรรพสินค้า ในรายการทีวี ข่าวผ่านเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ภาพที่เรามองเห็นลองพิจาณาดูแล้วถามตัวเอง ตอบด้วยความจริงใจว่า มันมีภาพรวมดูดี เหมาะสม ลงตัว กับแต่ละผู้คน..ทุกคนไหม ?
       
       ตั้งใจจะนำสาระศัพท์เฉพาะมาชี้แนะ แต่เห็นว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจในนิยาม Dress code ว่าเป็นเรื่องใหม่ แต่ไม่ใช่ครับ เป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติ โดยเฉพาะสาวทำงานต้องให้ความสนใจ เตรียมตัวให้พร้อมกับทุกสภาวะของการปรากฏกาย
       
       แล้วพบกันอีกสัก 1 ตอนนะครับ ว่าด้วยศัพท์เฉพาะของ Business Dress Code
       
       หมายเหตุ: ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการแต่งกายเฉพาะโอกาสที่มีข้อกำหนดรายละเอียดให้สืบทอดมายาวนาน โดยเฉพาะการแต่งกายในพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งเวลาผู้จะไปร่วมงาน หรือพระราชพิธีใด จะต้องยึดถือและปฏิบัติตาม ซึ่งวัฒนธรรมการแต่งกายดังกล่าวเปรียบเป็นศัพท์การแต่งกายสากลว่า Dress Code และเป็นนิยามมาตรฐานสากลที่คนทั้งโลกเข้าใจ
       
http://www.manager.co.th/lady/viewnews.aspx?NewsID=9520000073607


Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com




What can you do with the new Windows Live? Find out

เด็กนักเรียนก็เสี่ยง! หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

เด็กนักเรียนก็เสี่ยง! หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท


    เปิดเทอมทีไร...เห็นเด็กนักเรียนทั้งแบก   ทั้งหิ้ว  กระเป๋านักเรียนใบใหญ่  ที่ข้างในเต็มไปด้วยสมุด  หนังสือ  อุปกรณ์การเรียน  ของเล่น  หรืออื่นๆ  อีกมากมาย  โดยไม่เคยรู้เลยว่าการแบกน้ำหนักเกินตัวเกือบ  10  กิโลกรัมไปโรงเรียนทุกวัน  อาจกลายเป็นอันตรายต่อระบบโครงสร้างร่างกาย  กระดูกสันหลัง  ส่งผลเสียในระยะยาวโดยที่พ่อแม่อาจคาดไม่ถึง
    นางบัณลักข  ถิรมงคล  ผู้อำนวยการคลินิกกายภาพบำบัด  ดีสปายน์  ไคโรแพรคติก  ให้ข้อมูลว่า  สภาพร่างกายและโครงสร้างทางร่างกายของเด็กไทยในยุคปัจจุบันผิดปกติไปจากเดิมมาก  ทั้งนี้  เป็นผลมาจากการดำรงชีวิตที่ไม่สมดุล  ทั้งการเดิน  นั่ง  นอน  หรือแม้แต่การแบกกระเป๋าหนักๆ  ก็อาจส่งผลทำให้โครงสร้างร่างกายของเด็กผิดปกติได้
     จากข้อมูลของมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคระบุว่า   เด็กน้อยในระดับชั้น   ป.1  ป.2  และ  ป.3  ไม่ควรแบกกระเป๋าหนักเกินร้อยละ  10  ของน้ำหนักตัว  แต่ในปัจจุบันกลับพบว่ากระเป๋านักเรียนของเด็กๆ  มีน้ำหนักเกินกว่าร้อยละ  20  ของน้ำหนักตัว  สมมติว่าน้ำหนักตัว  30   กิโลกรัม  กระเป๋านักเรียนจะต้องไม่หนักกว่า  3  กิโลกรัม  แต่ประมาณ  80  เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาใช้กระเป๋าหนักเกินร้อยละ  20  ของน้ำหนักตัว  ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติและไม่เหมาะสมกับวัยจะส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลัง   ทำให้ความโค้งของกระดูกสันหลังผิดรูปร่างได้
     นางบัณลักขกล่าวว่า   นักเรียนส่วนใหญ่จะใช้กระเป๋าประเภทสะพายไว้ข้างหลัง  ทำให้น้ำหนักของกระเป๋ากดทับโดยตรงกล้ามเนื้อต้นคอ   ไหล่  หลัง  และกระดูกสันหลัง  ทำให้เด็กประมาณ   29  เปอร์เซ็นต์  มีอาการปวดคอ  ไหล่  หลัง  หรือแม้กระทั่งอาการปวดศีรษะ   หากไม่ได้รับการดูแล  การกดทับของน้ำหนักกระเป๋าจะลงไปสู่กระดูกสันหลังของเด็ก  และหมอนรองกระดูกอาจจะเกิดปัญหาได้   หากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและสุขภาพของนักเรียนต่อไปในอนาคต
    สำหรับแนวทางการป้องกันนั้น   นางบัณลักขให้คำแนะนำว่า  วิธีดีที่สุดก็คือการใช้กระเป๋านักเรียนที่ใส่สัมภาระน้ำหนักไม่เกินร้อยละ   10  ของน้ำหนักตัว  และที่สำคัญขนาดของกระเป๋าก็จะต้องมีขนาดและรูปร่างที่พอดีกับตัวของเด็ก   โดยจัดวางสิ่งของในกระเป๋าอย่างเหมาะสม   โดยให้กระจายน้ำหนักเท่ากันทั้ง   2   ด้าน  หลีกเลี่ยงการวางสิ่งของหนักเพียงด้านเดียว   ถ้าหากเป็นกระเป๋าสำหรับสะพายไหล่   ควรจะมีความกว้างมากกว่า  6  ซม.  เพราะสายเล็กจะทำให้เกิดการกดทับบริเวณไหล่ได้  และอาจกดลึกจนมีผลต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้   ถ้าหากเป็นกระเป๋าสำหรับสะพายหลัง    ควรปรับสายสะพายเพื่อให้กระเป๋าแนบบริเวณหลัง  ไม่ห้อยต่ำ  ก้นกระเป๋าต้องไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าบั้นเอว  ควรแนะนำเด็กให้เดินตัวตรง  ไม่เอนตัวไปข้างหน้า  หรือทำหลังค่อมเพื่อรับน้ำหนัก  การแบกกระเป๋าจะต้องใช้สายสะพายไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้เกิดความสมดุล  หากสะพายข้างใดข้างหนึ่งอาจทำให้ไหล่รับน้ำหนักไม่เท่ากัน   และส่งผลทำให้ไหล่ไม่เสมอเท่ากัน  และอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการปวดต้นคอ  ไหล่  และหลังได้
     นางบัณลักขกล่าวทิ้งท้ายว่า  ถ้าหากเด็กเกิดอาการปวดหลัง  ปวดคอ  ปวดไหล่  หรือปวดศีรษะ  ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบโครงสร้างร่างกาย  เพราะหากเกิดการกดทับของแนวเส้นประสาทแล้วจะทำให้ระบบต่างๆ   ที่สัมพันธ์กันถูกรบกวน   ทำให้เกิดความเจ็บปวด  แต่ในปัจจุบันได้มีการนำเอาศาสตร์การแพทย์ไคโรแพรคติกมาใช้ในการป้องกันรักษาเกี่ยวกับระบบโครงสร้างของร่างกาย  โดยเฉพาะกระดูกสันหลังของเด็ก  ซึ่งจะเป็นการรักษาแบบไม่ใช้ยาหรือผ่าตัด  ขั้นตอนการตรวจรักษาจะใช้มือเป็นหลัก  ขึ้นอยู่กับเทคนิคการรักษาของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน  ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่เด็กจะได้รับการตรวจสุขภาพกระดูกสันหลังแต่เนิ่นๆ  หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างร่างกายที่มีปัญหากลับเข้าที่  ก็จะทำให้ระบบการทำงานต่างๆ  ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล  กลไกอัจฉริยะที่มาพร้อมกับร่างกายอยู่แล้ว  ก็จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่  อาการปวดหรือเจ็บป่วยก็จะลดลง  ทั้งยังส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดีให้เกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย.
http://www.thaipost.net/x-cite/010709/7056

Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com




Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!

กินดีและออกกำลังกาย สูตรบำรุงสมองคนสูงวัย


กินดีและออกกำลังกาย สูตรบำรุงสมองคนสูงวัย


     นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสูตรง่ายๆ  สำหรับคนสูงอายุ  หากต้องการให้สมองแล่น  ความจำดี  ต้องหมั่นออกกำลังกาย  มีการเรียนรู้  มีการคบหาผู้คน  และไม่สูบบุหรี่
     นักวิจัยได้ทดสอบความจำและทักษะทางสมองของชายหญิงอายุ  70-79  ปี  จำนวน  2,500  คน  เป็นเวลา  8  ปี

     ผู้เข้าร่วมในจำนวนเกินครึ่งมีการเสื่อมตามวัยในอัตราปกติ   ขณะที่  16%  มีความคิดจิตใจเสื่อมถอยลงอย่างมาก
     นักวิทยาศาสตร์พบว่า  การออกกำลังกายเป็นปัจจัยหนึ่งใน  4  อย่างที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของสมองในผู้สูงอายุได้

     อย่างไรก็ตาม  อาสาสมัครราว  30%  ไม่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลง  แถมบางรายยังแสดงให้เห็นว่าสมองทำงานได้ดีขึ้นด้วยซ้ำเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆ  ปี
     นักวิจัยจึงค้นหาว่าปัจจัยเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตัวไหน  ที่ช่วยให้คนสูงอายุยังคงมีสมองแจ่มใสได้แม้อายุจะมากขึ้นเรื่อยๆ

     รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร  Neurology  ชิ้นนี้  เผยว่า  คนที่ออกกำลังกายปานกลางหรือมากอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  มีโอกาสเพิ่มขึ้น  30%  ที่จะมีสมองที่คิดอ่านจดจำได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย 
     คนที่มีการศึกษาสูงมีโอกาสมากกว่าคนที่ได้รับการศึกษาน้อยเกือบ   3  เท่าที่จะยังคงมีสมองดี  และคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็มีโอกาสมากกว่าคนสูบบุหรี่เกือบ  2  เท่าที่จะยังคงมีความคิดความอ่านเฉียบคม
     นอกจากนี้  คนที่เข้าสังคมมาก  เช่น  โดยการทำงานหรือเป็นอาสาสมัคร  หรืออาศัยอยู่กับญาติ  ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น  24%  ที่จะป้องกันการเสื่อมของสมองในบั้นปลายของชีวิต
     "ปัจจัยบางอย่าง   เช่น  การออกกำลังกายและการสูบบุหรี่  เป็นพฤติกรรมที่คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้"  หัวหน้าทีมวิจัย  ดร.อเล็กซานดรา  ฟีออกโก  แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย  ซานฟรานซิสโก  บอก  "ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกต่างๆ  ที่จะช่วยให้เราแก่ตัวลงอย่างมีคุณภาพ".
http://www.thaipost.net/x-cite/010709/7057

Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com




What can you do with the new Windows Live? Find out

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งานประชุมเครือข่าย สถาบันโยคะวิชาการ ปี 2552



Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.tzuchithailand.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

--- On Sun, 6/28/09, TangThai <najan67@hotmail.com> wrote:

From: TangThai <najan67@hotmail.com>
Subject: งานประชุมเครือข่าย สถาบันโยคะวิชาการ ปี 2552
To: jivitasikkha@googlegroups.com
Date: Sunday, June 28, 2009, 8:31 PM

สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน

 

ขอเชิญเพื่อนเครือข่ายครูทุกท่าน ร่วมงาน

 

การประชุมเครือข่าย สถาบันโยคะวิชาการ ปี 2552

TYI Network Conference 2009

ความรู้ มิตรภาพ และ วิถีชีวิต

Knowledge Friendship & Way of Life

 

http://www.youtube..com/watch?v=23FQOUxHFYI  (ชมคลิปแนะนำงาน)

 

งานที่จะรวมเพื่อนครูโยคะทุกรุ่น จากทั่วประเทศ

 

พบกับกิจกรรมมากมาย การบรรยายเกี่ยวกับความรู้และทิศทางความเป็นไปของโยคะในสังคมไทย

วิทยากรรับเชิญ อาทิเช่น ครูฮิโรชิ ฮิเดโกะ ไอคาตะ, พระอาจารย์ประสงค์  ปริปุนโน, อ.ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์, ครูหนู ชมชื่น สิทธิเวช, ครู กวี คงภักดีพงษ์

งานออกร้าน จากผลิตภัณฑ์ และกิจการ ของเพื่อนครูโยคะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างจังหวัด มีที่พักสะดวกสบาย 750 บาท / คืน (พักได้2คน)

 

พบกัน วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม และ อาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2552

สถานที่ ห้องประชุมใหญ่ อาคารสโมสร ชั้น 2

สถาบันวิชาการ TOT ซอยงามวงศ์วาน 17 (ใกล้กับทางด่วน) ค่าลงทะเบียน 1,750  บาท

 

พิเศษ! ชำระเงินก่อน 15 กย. 2552 เหลือเพียง 1,500 บาท

 

ติดต่อลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ ที่สถาบันโยคะวิชาการ

โทร. 02-732-2016-7 หรือ machima@ymail.com


--
นฤมล จันทรศรี (แตง)  
Narumol Jantharasri (TangThai)
17 ซ.กรุงเทพ-นนทบุรี 31 ถ.กรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซ่อน เขตบางซื่อ กทม. 10800  
โทร. 081-3409209 ; najan67@hotmail.com
Feel Good = http://gotoknow.org/blog/nj-fg/toc
Yoga Now = http://gotoknow.org/blog/y-now/toc

--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "Jivitasikkha"
 หากต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ jivitasikkha@googlegroups.com
 หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่ jivitasikkha+unsubscribe@googlegroups.com
 หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่ http://groups.google.co.th/group/jivitasikkha?hl=th

-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---


นวดสัมผัสรัก...ความรู้สึกของคนที่เราแคร์ สำคัญเสมอ



Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.tzuchithailand.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

--- On Mon, 6/29/09, TangThai <najan67@hotmail.com> wrote:

From: TangThai <najan67@hotmail.com>
Subject: นวดสัมผัสรัก...ความรู้สึกของคนที่เราแคร์ สำคัญเสมอ
To: jivitasikkha@googlegroups.com
Date: Monday, June 29, 2009, 2:20 AM

สวัสดีค่ะ พี่ๆ เพื่อน ๆ ชาวชีวิตสิกขา

ฟูใจมากเลยค่ะ ที่ได้รับบันทึกจาก พี่ต๊วด (พี่ในสมาชิกเครือข่ายชีวิตสิกขา) ได้เขียนบันทึกเรื่องเล่ามาสู่กันฟังค่ะ พี่ต๊วดคงจะไม่ค่อยคันไม้คันมือ .and. คันปากมากเท่าแตงแน่ๆ พี่จึงเขียนออกมาแบบซื่อๆ ค่ะ และภาษาน่ารักมากเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะแตงคะยั้นคะยอก็ได้เนอะพี่ที่ว่า " พี่เขียนเล่าภาษาซื่อๆ เหมือนกับพี่เล่าให้น้องฟังอะไรอย่างนี้แหล่ะ ไม่ต้องวิชาการมากหรอกค่ะพี่ แต่แฝงด้วยพี่สอนน้อง น้องสอนพี่ อะไรอย่างนี้แหล่ะค่ะ อ่านง่ายๆ แล้วอยากแจมหน่ะค่ะ" และบันทึกจึงออกมาน่ารักมากเลยค่ะ

แตง พยายามค้นหาโฆษณา AIS ที่พี่พูดถึงในบันทึกแต่หาไม่เจอค่ะ แต่เจอโฆษณาที่แสดงความรักความผูกพัน 3 Version ที่น่ารักเช่นกันมาให้ดูประกอบด้วยค่ะ "ความรู้สึกของคนที่เราแคร์ สำคัญเสมอ"

กอดดดดดดดดดดด....พี่ต๊วดค่ะ


เข้าอ่านบันทึกของพี่ต๊วดได้ที่นี่ค่ะ
บันทึก ; นวดสัมผัสรัก...ความรู้สึกของคนที่เราแคร์ สำคัญเสมอ (เข้าที่นี่ค่ะ)
หรือ Copy เส้นทางวางที่ Browser Bar นะคะ
เส้นทาง http://gotoknow.org/blog/nj-fg/271995

และขออภัยด้วยนะคะ ถ้า mail นี้รบกวนความเป็นส่วนตัวของพี่ๆ เพื่อนๆ บางคนค่ะ

ระลึกถึงทุกคนเสมอค่ะ
รักษาสุขภาพกายใจและครอบครัว ให้เข้มแข็งและแข็งแรงเสมอนะคะ



--
นฤมล จันทรศรี (แตง)  
Narumol Jantharasri (TangThai)
17 ซ.กรุงเทพ-นนทบุรี 31 ถ.กรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซ่อน เขตบางซื่อ กทม. 10800  
โทร. 081-3409209 ; najan67@hotmail.com
Feel Good = http://gotoknow.org/blog/nj-fg/toc
Yoga Now = http://gotoknow.org/blog/y-now/toc

--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "Jivitasikkha"
 หากต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ jivitasikkha@googlegroups.com
 หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่ jivitasikkha+unsubscribe@googlegroups.com
 หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่ http://groups.google.co.th/group/jivitasikkha?hl=th

-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---


The Ways Out



Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.tzuchithailand.org
http://www.ictforall.org
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

--- On Sun, 6/28/09, TangThai <najan67@hotmail.com> wrote:

From: TangThai <najan67@hotmail.com>
Subject: The Ways Out
To: jivitasikkha@googlegroups.com
Date: Sunday, June 28, 2009, 8:20 PM

สวัสดีค่ะ พี่ๆ เพื่อนๆ ชาวชีวิตสิกขา

วันนี้ (29 มิ.ย. 52) ตื่นขึ้นมา โดยที่ครูกวีได้ส่ง mail ว่าได้อ่านหนังสือพิมพ์เรื่องทางออกของสังคม
ได้แนะนำให้ดู
Spot โฆษณา 2 ชิ้น คือ
1.) พ่อผาย
2.) ท่าน ว.วชิรเมธี

จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ...แล้วมีใครพูดถึง "ทางออกของสังคม" ไว้บ้างหนอ
แล้วก็ไปเจอบทความของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และหลายท่านได้เขียนถึงและพูดถึงไว้มากมายทีเดียว

แตงจึงนำงานที่ครูกวีแนะนำ และ บทความบางตอนของ อ.สุลักษณ์ มาลง blog เอาไว้นะคะ

สามารถเข้าอ่านได้ที่
บันทึก
; Clip VDO; The Ways Out - ทางออกของสังคม (เข้าที่นี่ค่ะ)
หรือ
Copy เส้นทางวางที่ Borwser bar
เส้นทาง
http://gotoknow.org/blog/nj-fg/271889

ระลึกถึงทุกท่านเสมอนะคะ
รักษาสุขภาพกายใจและครอบครัว ให้เข้มแข็งและแข็งแรงอยู่เสมอนะคะ


--
นฤมล จันทรศรี (แตง)  
Narumol Jantharasri (TangThai)
17 ซ.กรุงเทพ-นนทบุรี 31 ถ.กรุงเทพ-นนทบุรี แขวงบางซ่อน เขตบางซื่อ กทม. 10800  
โทร. 081-3409209 ; najan67@hotmail.com
Feel Good = http://gotoknow.org/blog/nj-fg/toc
Yoga Now = http://gotoknow.org/blog/y-now/toc

--~--~---------~--~----~------------~-------~--~----~
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "Jivitasikkha"
 หากต้องการโพสต์ถึงกลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ jivitasikkha@googlegroups.com
 หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่ jivitasikkha+unsubscribe@googlegroups.com
 หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่ http://groups.google.co.th/group/jivitasikkha?hl=th

-~----------~----~----~----~------~----~------~--~---


3 ก.ค. - ตักบาตรหนังสือดี บริจาคโลหิต ฟังธรรม






 



From: dmgbooks@gmail.com
To: 
Subject: 3 ก.ค. - ตักบาตรหนังสือดี บริจาคโลหิต ฟังธรรม
Date: Tue, 23 Jun 2009 23:11:56 +0700


กราบขออภัยอย่างสูง หากอีเมล์นี้รบกวนความเป็นส่วนตัวของท่าน

If you cannot read this mail, please click here



See all the ways you can stay connected to friends and family