วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เจ๊งแล้วที่ดูไบ ส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน

คุณ เจ๊งแล้วที่ดูไบ ได้เข้าเวบ www.oknation.net และส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน : อ่านเรื่อง คลิ๊กที่นี่ http://www.oknation.net/blog/sigree/2009/05/16/entry-1 ....................................................................... ผู้ส่ง เจ๊งแล้วที่ดูไบ

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เหลียวหลังเก็บประสบการณ์ต่างแดน...ฝากถึงผู้ว่าฯ กทม.

เหลียวหลังเก็บประสบการณ์ต่างแดน...ฝากถึงผู้ว่าฯ กทม.
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2551 16:22 น.
       เข้าโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นอกจากชาวกรุงต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของนโยบายและโปรไฟล์ของว่าที่ผู้ว่าฯ กันอย่างถ้วนถี่แล้ว การหยิบเอาประสบการณ์ชีวิตมาร่วมคิดคำนึง แถมด้วยการใส่ความคาดหวังในตัวผู้นำคนใหม่ ก็คงชวนให้หลายคนได้ฉุกคิดถึงย่างก้าวสำคัญตลอด 4 ปีข้างหน้า...ว่าควรจะเป็นไปอย่างไรได้มากขึ้น
       
       
สำหรับผู้ที่เคยผ่านการใช้ชีวิตในเมืองหลวงใหญ่ ๆ ในต่างประเทศมาแล้ว คนกลุ่มนี้ต่างก็มีมุมมองที่อยากให้กรุงเทพฯ ก้าวไปสู่มหานครชั้นยอด แบบไม่เป็นเพียงแค่ความคิดฝันอีกต่อไป ...
       


รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ
       เอ่ยถามว่า กทม. จะเป็นมหานครชั้นยอดได้มั๊ย ในความเห็นของ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ผอ.ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ รพ.จุฬาฯ ผู้เคยใช้ชีวิตในลอนดอนยาวนานถึง 32 ปี ตอบทันทีว่าเป็นไปได้ หากผู้ว่าฯ คนใหม่เป็นคนโปร่งใส มีการศึกษาดี มีวิสัยทัศน์และเคยเดินทางไปเห็นต่างประเทศมามากพอ เพราะปัญหาต่างๆ บางครั้งมันคิดเองไม่ได้ว่าจะแก้ไขกันแบบไหน ถ้าเคยมีประสบการณ์ที่เรียนรู้จากบ้านเมืองอื่น ก็จะช่วยเปิดมุมมอง และนำมาปรับใช้ได้บ้าง
       
       ในอีกแง่ของคุณภาพชีวิต คุณหมอขอให้น้ำหนักแก่เรื่องของความปลอดภัย เพราะ ใช่ว่าการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ต่างๆ จะรู้สึกปลอดภัยเสียทั้งหมด อย่างเมื่อครั้งที่ต้องไปทำงานที่ มาดริด และบาเซโลนา ประเทศสเปน ชีวิตผู้คนที่นั่นถึงจะดูมีชีวิตชีวา แต่ในเวลาเดินไปที่ไหนๆ กลับต้องเหลียวหลังตลอดเวลา เพราะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยมากพอ
       
       ขณะเดียวกัน ในความเป็นเมืองคุณภาพ ก็ไม่ควรตกหล่นเรื่องสีสันในความหลากหลายของกรุงเทพฯ จนกลายเป็นเมืองน่าเบื่อที่ได้มาตรฐาน แต่ขาดชีวิตชีวาไปเสีย
       
       "ถ้าจะให้เห็นภาพ มันคงเปรียบเหมือนเค้กก้อนหนึ่ง ผู้ว่าฯ ต้องทำเค้กให้อร่อย ใส่ส่วนประกอบต่างๆ ของคุณภาพชีวิตที่ดีลงไปให้ครบถ้วน แต่เค้กที่ดีที่สุดมันต้องมี ไอซ์ซิ่ง ออน เดอะ เค้ก เช่น เรื่องศิลปะ วัฒนธรรม
        
       หยิบตรงนี้มาชูความน่าสนใจ ว่า กทม. ยุคนี้มันมีอะไรที่แตกต่าง มากไปกว่าการมาชมวัดและวัง อย่างที่เป็นมา หรือในมุมของหมอ ถ้าผู้ว่าฯ จะทำทุกทางอย่างจริงจังเพื่อให้ กทม. เป็นพื้นที่ปลอดยุง อย่างที่สิงคโปร์ทำได้ ตรงนี้ก็จะเป็นไอซ์ซิ่ง ออน ท็อป เป็นจุดขายให้ กทม.ได้อย่างหนึ่ง และไม่ควรละเลยต่อเรื่องเล็กๆน้อยๆ ของคนบางกลุ่มด้วย เพราะหากผู้ว่าฯ ทำได้ นั่นจะแสดงถึงความเป็นคนที่เอาใจใส่ แม้อาจจะทำได้ไม่ทุกเรื่อง แต่ก็เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง"
       


ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา
       ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม(สถาปัตยกรรมร่วมสมัย) พ.ศ. 2541 ถึงวันนี้ กรุงเทพฯ เป็นความภาคภูมิใจ ไม่ใช่เฉพาะของคนไทย แต่เป็นเมืองท่องเที่ยวของชาวโลกด้วย ทำให้ ดร.สุเมธมองว่าการบริหารจัดการพื้นที่บนเกาะรัตนโกสินทร์เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เพราะเป็นหัวใจของคนไทย และเป็นสิ่งที่ทั่วโลกรู้จัก เปรียบเหมือน มีเพชรอยู่เม็ดหนึ่งซึ่งต้องช่วยกันขัดให้เพชรเม็ดนี้สวยงามตลอดเวลา
       
       "จากแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก่อนเรามองเข้ามาเห็นทัศนียภาพ โบราณสถานที่สวยงาม แต่เดี๋ยวนี้ มองเข้าไปบางจุดเป็นสลัม หรือแม้แต่สนามหลวงที่เคยเขียวสด ก็กลายเป็นที่จอดรถ ตรงนี้ต้องปรับกันให้เป็นระบบ ที่เมืองนอก สถานที่สำคัญๆ เขาจะปิดเส้นทาง ห้ามรถเข้า ทำให้เป็นถนนคนเดิน ก็จะช่วยให้พื้นที่โดยรอบของพระบรมมหาราชวังดูสวยขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการจัดการอย่างรอบด้าน รวมถึงเรื่องการบำบัดน้ำเสีย เพื่อแม่น้ำจะได้กลับมาใสสะอาด และเรื่องระบบขนส่ง ถ้าเปลี่ยนมาใช้การเดินทางโดยรถไฟฟ้าแทนรถเมล์ ก็จะไม่ต้องจอแจตรงประตูวิเศษไชยศรีเหมือนที่เป็นอยู่"
       
       ด้าน ผศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร ผอ.สถาบันพัฒนาเมือง ในฐานะคนกรุงเทพฯ ขอแชร์มุมมองว่า กทม.ในวันนี้ต้องการความทันสมัยไปพร้อมๆ ความต้องการที่หลากหลาย เพื่อรักษาความแตกต่างในความเป็นกรุงเทพฯ เอาไว้ และต้องไม่มีโมเดลใดโมเดลหนึ่งในการบริหารทั้ง 50 เขต ขณะที่สาธารณูปโภค การขนส่งที่ครอบคลุมทั่วถึง ก็ต้องทันสมัยและคล่องตัวที่สุด
       
       จากประสบการณ์เยือนมาแล้วหลายประเทศ ดร.ภูเบศร์ บอกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีคือ เรามีความสุขในการใช้ชีวิต มีรายได้เพียงพอ ที่จะใช้ชีวิตที่เพียงพอ โดยไม่ต้องดิ้นรนมากเกินไป มีเวลาไปสันทนาการทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วย ถ้าในแง่การท่องเที่ยว ก็อยากให้บริหารจัดการแบบเมืองฟอเรนซ์ ที่สามารถรักษาขนบแบบฟอเรนซ์ไว้ได้ดีพอสมควร แต่ถ้าเป็นโซนที่อยู่อาศัย ก็อยากเห็นการบริหารจัดการแบบ เมืองคูเปอร์ ทาวน์ นิวยอร์ก ที่แม้จะอยู่ใกล้มหานครใหญ่แต่ไม่พลุกพล่านเท่า ผู้คนยังคงมีชีวิตประจำวันที่อากาศบริสุทธิ์ อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ
       


ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร
       "เคสการดูแลคนแก่ของญี่ปุ่นก็น่าสนใจนะ คนกลุ่มนี้เขามีฐานะพอสมควร มีกำลังจับจ่ายและไม่ได้อยากอยู่บ้านแค่เลี้ยงหลาน คนแก่ที่โน่นเขาก็รวมเงินกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ลงทุนเรื่องที่พักในต่างแดน เพื่อรองรับคนแก่ในญี่ปุ่นที่อยากจะท่องเที่ยวในช่วงบั้นปลาย หรือแม้แต่แหล่งการเรียนรู้ของเยาวชนในสวนสาธารณะที่ออสเตรเลีย กลุ่มคนรักกบ (Frog Lovers ) ที่มารวมตัวกันเอากบมาให้เด็กๆ ได้ลองจับ ทำนิทรรศการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างการเรียนรู้ให้เยาวชนได้ในทุกที่ ไม่เพียงแต่ในตำราหรือห้องสมุด"
       
       ปิดท้ายที่ น้ำอบ-ม.ล.อรณิช กิติยากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารวิสาหกิจฯ บมจ.การบินไทย ด้วยความเป็นลูกสาว ม.ร.ว. จิราคม กิติยากร อดีตทูตพาณิชย์ประเทศไทยประจำกรุงโตเกียว ก็ทำให้เธอเดินทางเยือนแดนปลาดิบอยู่บ่อยครั้ง และสิ่งที่ประทับใจมากที่สุด
        
       เธอบอกว่ายกให้ระบบการขนส่ง ที่ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนๆ ของเมือง ก็สามารถเดินทางได้สะดวกไปถึงทุกที่ด้วยรถไฟอย่างเดียว เป็นการเปิดโลกทัศน์โดยไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง สามารถทำให้อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตสะดวกขึ้นตามมา ทุกสิ่งทุกอย่างตรงต่อเวลา เป็นไปตามแผนการที่วางไว้
       
       แต่ถ้าหันมาดูระบบขนส่งในบ้านเรา นอกจากเรื่องรถไฟฟ้าแล้ว ขอเน้นเรื่อง ถนน ที่พื้นผิวไม่เรียบ บางครั้งขับรถไปตกท่อ หรือ ซ่อมถนนอยู่ข้างหน้าแล้วไม่มีป้ายบอกก่อนถึงจุดซ่อม จนทำให้รถติดเป็นคอขวด เสียเวลามากแถมยังเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
       


ม.ล.อรณิช กิติยากร
       ส่วนเรื่องคนใช้ถนน เห็นได้ชัดว่า บ้านเราคนยังไม่มีวินัยมากพอ แต่ที่ญี่ปุ่น คนเขามีวินัยในการใช้ถนนร่วมกันมาก ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่มีหน้าที่ ยังมีชาวบ้านอาสาสมัครเข้ามาช่วยรับผิดชอบและมีสิทธิ์เขียนใบสั่งตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายด้วย เพื่อให้ทุกคนมีส่วนช่วยกันดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน
       
       แม้จะมีคนละมุมมอง แต่ทั้ง 4 คิดเหมือนกันคือต้องการผู้ว่าที่มีวิสัยทัศน์และสำคัญต้องโปร่งใส่ไม่โกงกิน นั่นคือต่างมุมมองของเมืองหลวงที่อยากฝากเป็นการบ้านให้ผู้ว่าคนใหม่
       


http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9510000116436

What can you do with the new Windows Live? Find out

มังกรคาบแก้วคริสต์มาสแคคตัส

รายงานโดย :เรื่อง/ภาพ ม.ล.จารุพันธุ์ ทองแถม:
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
มังกรคาบแก้ว เป็นไม้ประดับที่ปลูกเลี้ยงประดับได้เป็นสองแบบ กล่าวคือในช่วงฤดู การเจริญเติบโตทางต้นและใบมันจะสวยงามคล้ายไม้ใบจำพวกกระบองเพชรที่มีใบสีเขียวหัวห้อยลง

แต่เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว อากาศเย็นและกลางวันสั้นลง ช่วงกลางคืนยาวนานจะกระตุ้นให้ไม้ประดับสกุลนี้ผลิตาออกดอก สีสันสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ ออกสู่สายตาของเรา ดอกจะบานเต็มที่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนในโลก ดังนั้นมังกรคาบแก้วจึงเป็นที่รักของผู้เลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และพัฒนาซื้อหาไปแขวนหรือตั้งประดับและนำไปฝากเป็นของขวัญกันในเทศกาลแห่งความสุขสนุกสนานร่าเริงนี้ คริสต์มาสแคคตัส ดูสุกใส ด้วยสีเขียวเข้มของกิ่งใบและช่อดอกสดคล้ายทำจากเทียนสีแดงสด ไม่แต่เพียงเท่านี้มันมีมากมายหลายชนิดหลายพันธุ์ ทำให้ดอกมีหลายสีตั้งแต่ส้มสด และม่วง เหลือง ชมพู ใบของมันจะแบน ขอบใบหยักดูคล้ายของใบเสมา หากดูผิวเผินที่คล้ายกันคือ มันเป็นไม้อวบน้ำในกลุ่มกระบองเพชร อิงอาศัยที่ปลูกเลี้ยงง่ายสามารถยกไปตั้งประดับได้ดีบนหิ้งชั้นวางของ และตั้งบนโต๊ะรับแขกโต๊ะอาหารกลางวัน เราอาจแขวนมันในบริเวณหน้าต่างกระจกที่เปิดให้แสงแดดยามเช้า-บ่ายสาดส่องเข้ามาได้ มังกรคาบแก้วเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่าย ดังนั้นคุณจึงปลูกและสะสมพันธุ์ที่มีดอกสีต่างๆ เอาไว้ได้อย่างไม่รู้เบื่อ
มังกรคาบแก้วจัดอยู่ในสกุลชลุมเบอร์กีรา (Schlumbergera) ประกอบด้วยชนิดต่างๆ ประมาณ 6 ชนิดด้วยกัน ทั้งหมดมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาสูงเขตป่าฝนของบราซิล ซึ่งป่าทั้งป่าจะดูสว่างไสว ขึ้นเมื่อความหนาวเย็นกรายเข้ามาในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. มังกรคาบแก้วบางชนิดเริ่มผลิดอกบานก่อนคริสต์มาส (เดือนพ.ย.) และดอกจะบานทนทานหลายสัปดาห์ทีเดียว มีผู้นำมังกรคาบแก้วออกจากป่าบราซิลเข้าไปในยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 ซึ่ง S. truncate ได้ชื่อทางพฤกษศาสตร์มาจากนักเก็บสะสมกระบองเพชรชาวฝรั่งเศส ชื่อ เฟรเดริก ชลุมแบร์แชร์ (Frederic Schlumberger) ซึ่งต่อมาไม่นานนัก ผู้คนต่างติดอกติดใจกับความสวยงาม ความมีน้ำอดน้ำทน และปลูกเลี้ยงง่ายของมังกรคาบแก้วชนิดนี้ ต่อมามันเข้าไปโชว์ตัวอยู่ตามเรือนกระจกเมืองร้อนที่เรียกว่า คอนเซอร์เวตอรี (Conservatory) ในอังกฤษ ต่อมามีผู้ผสมข้าม S. truncata เข้ากับ S. russelliana เมื่อตอนกลางของศตวรรษที่ 19 และลูกผสมที่เกิดขึ้นมีทรงดอกคล้ายฝาหอยเซลล์ดูน่ารักและแปลกตามาก เราเรียกพันธุ์ลูกผสมชุดนี้ว่า Scalloped Variety ซึ่งต่อมาก็เป็นตัวก่อให้เกิดพันธุ์ปลูกเพื่อการค้าต่างๆ อีกมากมาย น่าเสียดายที่พันธุ์เหล่านี้ล้มหายตายจากไปเสียหมดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โชคดีที่มีบางต้นเหลือรอดมาได้และถูกขยายพันธุ์ หรือจะเรียกให้ถูกก็ควรเรียกว่าถูกขยายต้นเดิมหรือโคลน (Clone) ของมันออกไป โดยวิธีการปักชำ จากคนหนึ่งต่อไปอีกคนหนึ่ง
ความสำเร็จของการปลูกมังกรคาบแก้ว ก็คือเลียนแบบที่อยู่ของมันดั้งเดิมจากป่าอเมริกาใต้ ซึ่งต้นมันจะเกาะแนบกับลำต้นไม้ใหญ่ที่มอสปกคลุม และได้อาหารจากผิวเปลือกต้นไม้หรือใบไม้ผุที่ร่วงลงมา เราควรปลูกเลี้ยงให้ได้แสงจัด แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง (แสงเพียง 50-60%) ก็น่าจะเพียงพอในกรุงเทพฯ รดน้ำให้วันละ 1 ครั้ง เครื่องปลูก เช่น กาบมะพร้าวชิ้นกลาง หั่นผสมกับใบก้ามปูผุเล็กน้อย กระถางพลาสติกใช้ปลูกเลี้ยงไว้ ก้นกระถางควรมีถ่านไม้ (สำหรับหุงข้าว) รองไว้ 7-8 ก้อน เพื่อช่วยให้โปร่งระบายน้ำดี ควรแขวนกระถางไว้ในที่ที่มีอากาศโปร่งถ่ายเทลมดี แต่มีความชื้นสูง ปุ๋ยเคมีที่ควรใช้กับมังกรคาบแก้ว คือ สูตร 8-30-15 หากจะให้ดอกดก หรือใช้ปุ๋ยน้ำ หรือจะใช้สูตร 14-14-14 NPK ก็ไม่ถึงกับเสียหาย แต่ควรกลับไปใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง ธาตุไนโตรเจนต่ำ เช่น สูตร 8-24-24 จะให้ตาดอกออกมาในช่วงฤดูหนาว

มังกรคาบแก้ว (Christmas Cactus) อีกชนิดที่รู้จักกันดีในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ S. bridgesesii ส่วน S. rhipsalidopsis นั้นเรียกกันทั่วไปว่า อีสเตอร์แคคตัส (Easter Cactus)

ลูกผสมซึ่งพบมากในตลาดการค้าปัจจุบันเกิดจากลูกผสมระหว่าง S. truncates กับ S. russeliana ทำให้ลูกผสมที่ได้มีกลีบดอกหลายสี ทั้งชมพู แดง ม่วงอมแดง ม่วง และแม้แต่สีเหลือง

ทั้งคริสต์มาสแคคตัสและอีสเตอร์แคคตัส หรือมังกรคาบแก้ว มีคุณสมบัติอย่างยิ่งซึ่งมีประโยชน์มากคือ มันช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์ และปลดปล่อยออกซิเจนออกมาในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ Camplant นั่นเอง
 

รายงานโดย :เรื่อง/ภาพ ม.ล.จารุพันธุ์ ทองแถม:
วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

มังกรคาบแก้ว เป็นไม้ประดับที่ปลูกเลี้ยงประดับได้เป็นสองแบบ กล่าวคือในช่วงฤดู การเจริญเติบโตทางต้นและใบมันจะสวยงามคล้ายไม้ใบจำพวกกระบองเพชรที่มีใบสีเขียวหัวห้อยลง

แต่เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว อากาศเย็นและกลางวันสั้นลง ช่วงกลางคืนยาวนานจะกระตุ้นให้ไม้ประดับสกุลนี้ผลิตาออกดอก สีสันสวยงามอย่างไม่น่าเชื่อ ออกสู่สายตาของเรา ดอกจะบานเต็มที่ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนในโลก ดังนั้นมังกรคาบแก้วจึงเป็นที่รักของผู้เลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ และพัฒนาซื้อหาไปแขวนหรือตั้งประดับและนำไปฝากเป็นของขวัญกันในเทศกาลแห่งความสุขสนุกสนานร่าเริงนี้ คริสต์มาสแคคตัส ดูสุกใส ด้วยสีเขียวเข้มของกิ่งใบและช่อดอกสดคล้ายทำจากเทียนสีแดงสด ไม่แต่เพียงเท่านี้มันมีมากมายหลายชนิดหลายพันธุ์ ทำให้ดอกมีหลายสีตั้งแต่ส้มสด และม่วง เหลือง ชมพู ใบของมันจะแบน ขอบใบหยักดูคล้ายของใบเสมา หากดูผิวเผินที่คล้ายกันคือ มันเป็นไม้อวบน้ำในกลุ่มกระบองเพชร อิงอาศัยที่ปลูกเลี้ยงง่ายสามารถยกไปตั้งประดับได้ดีบนหิ้งชั้นวางของ และตั้งบนโต๊ะรับแขกโต๊ะอาหารกลางวัน เราอาจแขวนมันในบริเวณหน้าต่างกระจกที่เปิดให้แสงแดดยามเช้า-บ่ายสาดส่องเข้ามาได้ มังกรคาบแก้วเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ง่าย ดังนั้นคุณจึงปลูกและสะสมพันธุ์ที่มีดอกสีต่างๆ เอาไว้ได้อย่างไม่รู้เบื่อ
มังกรคาบแก้วจัดอยู่ในสกุลชลุมเบอร์กีรา (Schlumbergera) ประกอบด้วยชนิดต่างๆ ประมาณ 6 ชนิดด้วยกัน ทั้งหมดมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณเทือกเขาสูงเขตป่าฝนของบราซิล ซึ่งป่าทั้งป่าจะดูสว่างไสว ขึ้นเมื่อความหนาวเย็นกรายเข้ามาในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. มังกรคาบแก้วบางชนิดเริ่มผลิดอกบานก่อนคริสต์มาส (เดือนพ.ย.) และดอกจะบานทนทานหลายสัปดาห์ทีเดียว มีผู้นำมังกรคาบแก้วออกจากป่าบราซิลเข้าไปในยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 ซึ่ง S. truncate ได้ชื่อทางพฤกษศาสตร์มาจากนักเก็บสะสมกระบองเพชรชาวฝรั่งเศส ชื่อ เฟรเดริก ชลุมแบร์แชร์ (Frederic Schlumberger) ซึ่งต่อมาไม่นานนัก ผู้คนต่างติดอกติดใจกับความสวยงาม ความมีน้ำอดน้ำทน และปลูกเลี้ยงง่ายของมังกรคาบแก้วชนิดนี้ ต่อมามันเข้าไปโชว์ตัวอยู่ตามเรือนกระจกเมืองร้อนที่เรียกว่า คอนเซอร์เวตอรี (Conservatory) ในอังกฤษ ต่อมามีผู้ผสมข้าม S. truncata เข้ากับ S. russelliana เมื่อตอนกลางของศตวรรษที่ 19 และลูกผสมที่เกิดขึ้นมีทรงดอกคล้ายฝาหอยเซลล์ดูน่ารักและแปลกตามาก เราเรียกพันธุ์ลูกผสมชุดนี้ว่า Scalloped Variety ซึ่งต่อมาก็เป็นตัวก่อให้เกิดพันธุ์ปลูกเพื่อการค้าต่างๆ อีกมากมาย น่าเสียดายที่พันธุ์เหล่านี้ล้มหายตายจากไปเสียหมดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โชคดีที่มีบางต้นเหลือรอดมาได้และถูกขยายพันธุ์ หรือจะเรียกให้ถูกก็ควรเรียกว่าถูกขยายต้นเดิมหรือโคลน (Clone) ของมันออกไป โดยวิธีการปักชำ จากคนหนึ่งต่อไปอีกคนหนึ่ง
ความสำเร็จของการปลูกมังกรคาบแก้ว ก็คือเลียนแบบที่อยู่ของมันดั้งเดิมจากป่าอเมริกาใต้ ซึ่งต้นมันจะเกาะแนบกับลำต้นไม้ใหญ่ที่มอสปกคลุม และได้อาหารจากผิวเปลือกต้นไม้หรือใบไม้ผุที่ร่วงลงมา เราควรปลูกเลี้ยงให้ได้แสงจัด แต่ไม่ใช่แสงแดดโดยตรง (แสงเพียง 50-60%) ก็น่าจะเพียงพอในกรุงเทพฯ รดน้ำให้วันละ 1 ครั้ง เครื่องปลูก เช่น กาบมะพร้าวชิ้นกลาง หั่นผสมกับใบก้ามปูผุเล็กน้อย กระถางพลาสติกใช้ปลูกเลี้ยงไว้ ก้นกระถางควรมีถ่านไม้ (สำหรับหุงข้าว) รองไว้ 7-8 ก้อน เพื่อช่วยให้โปร่งระบายน้ำดี ควรแขวนกระถางไว้ในที่ที่มีอากาศโปร่งถ่ายเทลมดี แต่มีความชื้นสูง ปุ๋ยเคมีที่ควรใช้กับมังกรคาบแก้ว คือ สูตร 8-30-15 หากจะให้ดอกดก หรือใช้ปุ๋ยน้ำ หรือจะใช้สูตร 14-14-14 NPK ก็ไม่ถึงกับเสียหาย แต่ควรกลับไปใช้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูง ธาตุไนโตรเจนต่ำ เช่น สูตร 8-24-24 จะให้ตาดอกออกมาในช่วงฤดูหนาว

มังกรคาบแก้ว (Christmas Cactus) อีกชนิดที่รู้จักกันดีในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ S. bridgesesii ส่วน S. rhipsalidopsis นั้นเรียกกันทั่วไปว่า อีสเตอร์แคคตัส (Easter Cactus)

ลูกผสมซึ่งพบมากในตลาดการค้าปัจจุบันเกิดจากลูกผสมระหว่าง S. truncates กับ S. russeliana ทำให้ลูกผสมที่ได้มีกลีบดอกหลายสี ทั้งชมพู แดง ม่วงอมแดง ม่วง และแม้แต่สีเหลือง

ทั้งคริสต์มาสแคคตัสและอีสเตอร์แคคตัส หรือมังกรคาบแก้ว มีคุณสมบัติอย่างยิ่งซึ่งมีประโยชน์มากคือ มันช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์ และปลดปล่อยออกซิเจนออกมาในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ Camplant นั่นเอง
 
http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=47703



Invite your mail contacts to join your friends list with Windows Live Spaces. It's easy! Try it!

คอลัมน์ หนอนแก้วชวนอ่าน

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6744 ข่าวสดรายวัน


คอลัมน์ หนอนแก้วชวนอ่าน





พรุ่งนี้เปิดเทอมแล้ว หลายคนคงอยากเจอเพื่อนๆ ร่วมห้องหรือไม่ก็เพื่อนใหม่ คุณครูใหม่แล้วล่ะสิ เตรียมจัดสมุดหนังสือใส่กระเป๋ากันรึยัง หยิบมาอ่านล่วงหน้ากันก่อน วันนี้มาชวนเพื่อนๆ อ่านหนังสือสนุกๆ เช่นเคย ทั้งนิทานรักษ์โลก การ์ตูนวรรณคดีไทย และนิตยสารรายเดือนของวัยซน

ดาวน้อยสีน้ำเงิน นิทานปลูกฝังให้รักษ์โลก มาพร้อมสารคดีโลกร้อนตอนพิเศษ เล่าเรื่องดาวน้อยสีน้ำเงิน ที่เปรียบเหมือนโลกของเรา อยู่โดดเดี่ยวมานาน รู้สึกสดใสเบิกบานเมื่อมีเพื่อนใหม่มาอยู่ด้วย แต่วันหนึ่งกลับล้มป่วยลง จากมลภาวะเป็นพิษสะสมและเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก จึงแก้ไขด้วยการปลูกต้นไม้และลดการปล่อยสารที่ทำลายโอโซน ดาวน้อยสีน้ำเงินจึงเข้าสู่ภาวะปกติ อ่านเกร็ดความรู้สาเหตุการเกิดภาวะเรือนกระจกและปัญหาโลกร้อน ถ้าเราร่วมมือกันลดการใช้พลังงานอย่างจริงจังโลกก็จะน่าอยู่ตลอดไป เล่มนี้ 155 บาท สำนักพิมพ์แฮปปี้คิดส์ ในเครือแปลนฟอร์คิดส์



กำเนิดพระสังข์ ชุดวรรณคดีลำนำสังข์ทอง เล่าถึงการผจญภัยไปพร้อมกับเพื่อนคู่ใจไก่เทวดา ตอนกำเนิดพระสังข์ เล่มนี้นำบางฉากบางตอนมาจากเรื่องสังข์ทอง บทละครนอก พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย วรรณคดีไทยอมตะอีกเรื่องที่รู้จักกันแพร่หลาย นอกจากอ่านสนุกแล้วยังได้มุมมองเรื่องความรัก ความกตัญญู ท้ายเล่มทบทวนความหมายของคำในวรรณคดีว่าตรงกับรูปใด เกมถามตอบ และเกมเรียงลำดับเหตุการณ์ ติดตามการผจญภัยของพระสังข์ในเล่มต่อไป ราคา 145 บาท สำนักพิมพ์สกายบุ๊กส์



แฟมิลี่ วีคเอนด์ นิตยสารรายเดือนของวัยอยากรู้อยากเห็น ฉบับเดือนพฤษภาคม เริ่มจากอ่านพร 4 ข้อจากท่านว.วชิรเมธี เรียนรู้ ฌ เฌอ คำในภาษาไทย และ ฌ คำใหม่ของคนยุคใหม่ แนะทำตุ๊กตาดุ๊กดิ๊ก เล่นระบำผ้า ปรุงอาหารจากเมนูเห็ดห่อเบคอนปิ้ง อ่านนิทานตำนานพ่อมดแม่มด หมากับเงา กลอนเจ้านกกาเหว่า ศึกษาเรื่องดนตรีในมหัศจรรย์นิทานดนตรี ห้องเรียนดนตรีสนุกจังเลย พิเศษหน้ากลางเต็มอิ่มสี่หน้า แผนที่จังหวัดนครปฐม... ชมวังเก่า...เล่าเรื่องย่าเหล แนะไปเที่ยวเมืองคอนถมเริ่มจากพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ฟาร์มกล้วยไม้ พระปฐมเจดีย์ พระราชวังสนามจันทร์ และอีกหลากหลายจากแผนที่ ซึ่งสามารถเที่ยวได้ในวันเดียว ราคา 35 บาท สำนักพิมพ์แฟมิลี่ วีคเอนด์

หน้า 24
 
 
 
 
 
 
 

วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6744 ข่าวสดรายวัน


วันสำคัญทางพุทธศาสนา


คอลัมน์ แสตมป์ที่ฉันรัก




วันที่ 8 พ.ค. 2552 การไปรษณีย์ไทยจัดทำตราไปรษณียากรชุดวันสำคัญทางพุทธศาสนา (วันวิสาขบูชา) ออกจำหน่าย แม้ว่ารายละเอียดภาพบนแสตมป์ชุดนี้อาจไม่สอดคล้องกับชื่อวันที่กำหนดออกจำหน่าย คือวันวิสาขบูชา เพราะเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวันอาสาฬหบูชา แต่เป็นชุดที่สืบเนื่องจากตราไปราณียากรชุดวันสำคัญทางพุทธศาสนาซึ่งออกจำหน่ายทุกปี โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทย นำสังเวชนียสถานอันเป็นสถานที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า มาจัดทำเป็นแบบแสตมป์ คือในปี 2550 นำภาพสถานที่ประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน และในปี 2551 นำภาพสถานที่ตรัสรู้ ณ โพธิวิหาร พุทธคยา สำหรับปีนี้เป็นภาพต่อเนื่องจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ณ ธัมเมกขสถูป ออกแบบโดย วีณา จันทนทัศน์

คำว่า "ธัมเมกขะ" หมายถึง เห็นธรรม และคำว่า "สถูป" หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่บรรจุของควรบูชา เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้เกิดกุศลธรรม สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านผู้เห็นธรรม เป็นสถูปขนาดใหญ่ สูง 31.3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 28.3 เมตร ด้านล่างก่อด้วยหิน สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ทำเป็นช่องๆ แต่ละช่องประดิษฐานพระพุทธรูปแบบต่างๆ ส่วนช่องใหญ่รอบองค์พระสถูปมี 8 ช่อง หมายถึงมรรคมีองค์ 8 ประการ

เป็นสังเวชนียสถานแห่งที่ 3 คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ในวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 กระทั่งท่านอัญญาโกญฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์บรรลุโสดาบันและทูลขอบวช นับเป็นพระอริยสาวกรูปแรก และเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราเรียกวันนี้ว่าวันอาสาฬหบูชา

หน้า 24
http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdOREUzTURVMU1nPT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBd09TMHdOUzB4Tnc9PQ==

"ขอบคุณข้าว" สุดยอดเรียงความเยาวชนไทย

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11390 มติชนรายวัน


"ขอบคุณข้าว" สุดยอดเรียงความเยาวชนไทย





เก่งๆ กันทั้งนั้น หลังจากที่มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับข้าวตราฉัตร จาก ซี.พี. อินเตอร์เทรด จัดโครงการ "ข้าวไทย เด็กไทย เรียงความชิงแชมป์ประเทศไทย" แล้วได้ 30 เยาวชนรุ่นจิ๋วจากทั่วประเทศที่ชนะในการส่งเรียงความได้เข้าร่วมกิจกรรม และเข้ารอบแข่งขันคัดเลือกเขียนเรียงความสดชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ อีกด้วย

แต่ก่อนหน้านั้นคณะกรรมการต้องกุมขมับกับเลยทีเดียว เพราะมีเยาวชนหลากหลายโรงเรียนส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 31,212 ฉบับ ซึ่งแต่ละคนมีฝีมือที่เก่งกาจมาก จนกระทั่งคัดเลือกเหลือ 30 คน ก็ได้ไปร่วมเข้าค่ายเรียนรู้เรื่องข้าวและทดลองดำนาที่ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดปทุมธานี และเยี่ยมชมโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พอเยาวชนเดินทางถึงที่หมาย อันดับแรกได้เข้าร่วมฟังการบรรยายแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องข้าว ประวัติความเป็นมาของข้าว ศึกษาวิธีผสมพันธุ์ข้าว การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดี และการทำให้พันธุ์ข้าวนิ่ง รวมทั้งได้มีโอกาสทดลองดำนาสัมผัสชีวิตชาวนากันอย่างสนุกสนานที่ศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดปทุมธานี



ในช่วงบ่าย กองทัพเยาวชนได้ตบเท้าเยี่ยมชมโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวของบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด ที่วังแดง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เยาวชนทุกคนมีโอกาสได้ศึกษาการทำงานของเครื่องจักร และเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่างๆ ทั้งเครื่องคัดแยกเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์กับเมล็ดข้าวที่หัก เครื่องคัดแยกเมล็ดข้าวหัก เครื่องทำความสะอาดเมล็ดข้าว เครื่องแยกหิน เครื่องแยกสีข้าว ห้องควบคุมเครื่องจักร ห้องบรรจุ ห้องเก็บตัวอย่างข้าว ชมการทดลองในห้องแล็บอย่างใกล้ชิด ได้ชิมข้าวชนิดต่างๆ และยังได้ความรู้เรื่องการส่งออกข้าวด้วย นอกจากนี้เหล่าเยาวชนยังสนุกสนานกับการตอบคำถามชิงรางวัลจากพี่ๆ วิทยากรอีกด้วย



หลังจากที่ได้ไปชมข้าวของจริงกันแล้ว ในวันรุ่งขึ้นเยาวชนทั้ง 30 คน ต้องมาร่วมแข่งขันเขียนเรียงความสด "ขอบคุณข้าว" ซึ่งทุกคนต่างตั้งใจเขียนเป็นอย่างมาก จนกระทั่งได้ผู้ที่ชนะเลิศการเขียนเรียงความ รับโล่รางวัล และทุนการศึกษา 30,000 บาท แบ่งเป็นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 เป็นของ ด.ช.ภาคภูมิ รัศมิทัต อยู่ชั้น ป.4 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 เป็นของ ด.ญ.ชญานิศ แดงวิรุฬห์ อยู่ชั้น ป.5 โรงเรียนอนุบาลสามเสนฯ

ด.ช.ภาคภูมิ วัย 9 ขวบ บอกว่า ได้ทำกิจกรรมดำนาครั้งแรก สนุกมากๆ ทำให้เห็นว่าชาวนาลำบากมากกว่าจะได้ข้าวมา

"ผมอยากพัฒนารุปแบบของข้าวเป็นขนมกรุบกรอบให้เพื่อนๆ กิน หรือข้าวตากแห้ง ลูกอมข้าวอัดเม็ด เพื่อให้เพื่อนๆ มีสุขภาพที่แข็งแรง นอกจากนี้อยากทำเกมดำนาเพื่อให้เพื่อนๆ ได้สนุกและยังได้ความรู้อีกด้วย อยากให้ทุกคนให้คุณค่าของข้าวไทย ถ้าไม่มีชาวนาคงไม่มีข้าวให้กินแน่ๆ"

ส่วน ด.ญ.ชญานิศ วัย 11 ขวบ บอกว่า ไม่เคยดำนาเลย พอได้ทำจริงๆ รู้สึกดีใจมากๆ ทำให้รู้ว่ากว่าจะได้ข้าวมาต้องลำบากมาก อยากตอบแทนบุญคุณด้วยการทานข้าวให้หมด เพราะเราเจริญเติบโตได้เพราะข้าว และชาวนาต้องทำงานอย่างหนัก หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน อยากให้ทุกคนทานข้าวให้หมด สมกับที่ชาวนาเหนื่อยยากต่อการทำนามา

หากเด็กๆ เห็นคุณค่าของข้าวไทยอย่างแท้จริง ย่อมร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาและอนุรักษ์ให้ข้าวไทยอยู่คู่ประเทศไทยตราบนานเท่านาน

หน้า 24
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01you02170552&sectionid=0122&day=2009-05-17


Hotmail® goes with you. Get it on your BlackBerry or iPhone.

อันตรายที่ไม่ได้มาจากศัตรู

วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11390 มติชนรายวัน


อันตรายที่ไม่ได้มาจากศัตรู


คอลัมน์ มองอย่างพุทธ

โดย พระไพศาล วิสาโล เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org




ย้อนหลังเมื่อ 90 ปีที่แล้ว โลกทั้งโลกประสบมหันตภัยจากโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไข้หวัดใหญ่ซึ่งอุบัติขึ้นเมื่อปี 2461 และสลายไปในอีก 2 ปีต่อมา ได้คร่าชีวิตผู้คนทุกมุมโลกไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน (บ้างว่าอาจสูงถึง 100 ล้านคน) แม้แต่กาฬโรคที่กวาดชีวิตผู้คนถึง 1 ใน 4 ของยุโรปเมื่อ 7 ศตวรรษที่แล้ว ยังสังหารมนุษย์ได้ไม่มากเท่านี้

ไข้หวัดใหญ่ครั้งนั้นเป็นไวรัสสายพันธุ์ H1N1 (ชนิดเดียวกับที่ระบาดในขณะนี้) ความที่ผู้คนเวลานั้นไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสสายพันธุ์นี้เลย มันจึงสามารถสังหารผู้คนจนล้มตายเป็นเบือในเวลาที่รวดเร็วมาก ไม่เคยมีไวรัสสายพันธุ์ใดที่มีอานุภาพร้ายแรงขนาดนั้นมาก่อน ที่น่าสังเกตก็คือ เกือบครึ่งของผู้ตายเป็นหนุ่มสาวอายุระหว่าง 20-30 ปี ซึ่งจัดว่าเป็นวัยฉกรรจ์ที่มีสุขภาพดีกว่าประชากรกลุ่มอื่น ประมาณกันว่า ร้อยละ 8-10 ของคนหนุ่มสาวที่มีชีวิตอยู่ในเวลานั้นล้มตายเพราะไวรัสตัวนี้

มีหลายคนที่ป่วยและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเพราะไวรัสสายพันธุ์นี้ หลายรายเสียชีวิตภายใน 6-12 ชั่วโมงที่เกิดอาการ แต่ยังมีที่ตายเร็วกว่านั้นอีก ชายบราซิลผู้หนึ่งเล่าว่า เช้าวันหนึ่งมีคนมาสอบถามเขาขณะกำลังรอรถราง น้ำเสียงของเขาดูเป็นปกติ แต่จู่ๆ ก็ล้มลงและสิ้นลม อีกคนเป็นชาวแอฟริกาใต้เล่าว่า ขณะที่กำลังนั่งรถรางกลับบ้าน จู่ๆ พนักงานเก็บเงินก็ล้มพังพาบและตายคาที่ เมื่อนั่งรถไปได้ 5 กิโลเมตรต่อมา อีก 6 คนบนรถรางรวมทั้งคนขับก็ตายด้วย สุดท้ายเขาต้องลงรถและเดินกลับบ้านคนเดียว

เป็นเวลานานนับสิบปีกว่าเราจะรู้ว่าโรคระบาดครั้งนั้นเกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ และนานกว่านั้นกว่าจะรู้ว่ามันเป็นอันตรายต่อผู้คนได้อย่างไร คำตอบที่หลายคนนึกไม่ถึงก็คือ จริงๆ แล้วผู้คนไม่ได้ตายเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้ แต่ตายเพราะภูมิคุ้มกันของตัวเอง ปอดของผู้ตายถูกทำลายก็เพราะการโจมตีของเม็ดเลือดขาวนานาชนิดที่ตื่นตกใจเมื่อรู้ว่ามีไวรัสแปลกปลอมเข้ามา โปรตีนที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวเหล่านี้รวมทั้งเอ็นไซม์นานาชนิดถูกระดมเพื่อจัดการกับไวรัส แต่สิ่งที่ตามมาคือเส้นเลือดฝอยรวมทั้งเซลล์ในปอดถูกทำลายขนานใหญ่ ผลก็คือเลือดและของเหลวนานาชนิดท่วมปอด จนหายใจไม่ได้ นอกจากนั้นยังเกิดการอักเสบในปอดอย่างรุนแรง ราวกับว่าปอดถูกเผาข้างใน ทั้งหมดนี้เพื่อจุดหมายประการเดียวเท่านั้นคือทำลายไวรัสแปลกปลอมไม่ให้เหลือ แต่การทำงานอย่างบ้าระห่ำและดุเดือดของภูมิคุ้มกัน ก็พลอยทำให้เจ้าของร่างตายตามไวรัสไปด้วย

ยิ่งอยู่ในวัยฉกรรจ์ มีกำลังวังชาดี ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งเข้มแข็ง ทำงานได้เด็ดขาดว่องไว นี้คือคำตอบว่าเหตุใดผู้ที่ตายจากโรคระบาดครั้งนั้นเกือบครึ่งจึงเป็นหนุ่มสาว ปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันที่ทำงานอย่างตื่นตระหนกและบ้าระห่ำนี้ อาจเปรียบได้กับกองกำลังติดอาวุธที่ถูกส่งมาจัดการกับแก๊งโจรเรียกค่าไถ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นคือกองกำลังดังกล่าวกระหน่ำใส่โจรด้วยอาวุธนานาชนิด ทั้ง M16, M79 รวมทั้งทิ้งระเบิดจากเครื่องบิน ผลคือโจรตาย แต่ตัวประกันก็ตายด้วย แถมหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านยังพังพินาศ

ปัญหาหรือศัตรูนั้น บ่อยครั้งกลับน่ากลัวหรืออันตรายน้อยกว่าวิธีที่ใช้จัดการกับปัญหาหรือศัตรูเสียอีก เมื่อใดที่ขาดสติ ตื่นตระหนก หรือใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตแล้ว การแก้ไขปัญหาหรือกำจัดศัตรูก็อาจสร้างปัญหาใหม่ๆ ที่ร้ายแรงหรืออันตรายยิ่งกว่าศัตรูตัวนั้น ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเกินขอบเขต (หรือที่เรียกว่า over-reaction) มิได้เกิดขึ้นกับร่างกายของเราเมื่อมีไวรัสแปลกปลอมบุกเข้ามาเท่านั้น หากยังเห็นได้ทั่วไปทั้งในวิถีชีวิตของผู้คนและปรากฏการณ์ทางสังคม หลายคนมองว่าความอ้วนเป็นปัญหา แต่วิธีที่ตนใช้ลดความอ้วนนั้นกลับเป็นอันตรายต่อตัวเองยิ่งกว่าความอ้วนเสียอีก เมื่อเจอคนพูดโทรศัพท์รบกวนสมาธิของเราขณะดูหนัง การจัดการกับเขาด้วยการตะโกนด่าเขากลางโรงหนัง ไม่เพียงสร้างปัญหาที่หนักกว่าเดิมให้แก่เราเท่านั้น หากยังทำให้เรากลายเป็นตัวปัญหาที่แย่ยิ่งกว่าคนคนนั้นเสียอีก เช่นเดียวกับคนบางคนที่คัดค้านการทำแท้งเพราะเห็นว่าเป็นการฆ่าอย่างหนึ่ง แต่เมื่อต่อต้านเท่าไรก็ไม่เป็นผล ก็คว้าปืนกระหน่ำยิงหมอกลางคลีนิคทำแท้งจนตายคาที่

ในทางสังคมหรือการเมืองก็เช่นเดียวกัน การจัดการกับผู้ที่เป็น "ภัยสังคม" หรือ "ศัตรูของชาติ" บ่อยครั้งลงเอยด้วยการที่ทำให้สังคมหรือชาตินั้นมีอาการเพียบหนักกว่าเดิม เพราะวิธีการที่ใช้กำจัดภัยสังคมหรือศัตรูของชาตินั้น กลับมาทำร้ายสังคมหรือชาติของตนเสียเอง (เช่น กำจัดผู้นำที่คุกคามประชาธิปไตย ด้วยการรัฐประหารโค่นล้มเขา แต่ก็ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกล้มล้างไปด้วย) เป็นความพ้องพานที่น่าสนใจ เพราะในช่วงเดียวกับที่ผู้คนทั่วโลกพากันล้มตายเพราะภูมิคุ้มกันของตัวเองที่มุ่งกำจัดไข้หวัดใหญ่อย่างบ้าระห่ำนั้น ในสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นตอของโรคระบาดครั้งนั้น) ประชาชนก็พากันเดือดร้อนจากการกระทำของรัฐบาลของตนที่มุ่งจัดการกับศัตรูของชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ช่วงที่เกิดโรคระบาดทั่วโลกนั้น สหรัฐกำลังทำสงครามกับเยอรมนี เยอรมนีถูกวาดภาพว่าเป็นตัวชั่วร้ายประธานาธิบดีวูดโร วิลสัน ประกาศว่าการต่อสู้กับเยอรมนีเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมหรือหน้าที่ทางศาสนาเลยทีเดียว เพราะอเมริกาเป็นแบบอย่างของ "การอุทิศตนเพื่อความถูกต้องที่ได้รับการเผยแสดงจากพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์" เขายังกล่าวอีกว่า เขาจะไม่ร่ำร้องคำว่า สันติภาพ "ตราบใดที่ยังมีบาปหรือความชั่วร้ายอยู่ในโลกนี้"

ในนามของความถูกต้อง ประธานาธิบดีวิลสันประกาศว่า เมื่อทำสงครามกับเยอรมนี ประชาชนอมริกันจะต้อง "ลืมว่าเคยมีสิ่งที่เรียกว่าความอดกลั้น เมื่อจะต่อสู้ คุณต้องโหดเหี้ยมและดุร้าย จิตวิญญาณแห่งความโหดเหี้ยมดุร้ายจะต้องอยู่ในสายเลือดของชีวิตประชาชาติเรา แผ่ซ่านรัฐสภา ศาล ตำรวจ และผู้คนบนท้องถนน"

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การออกกฎหมายระงับสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าวคือ ห้ามพูด เขียน หรือพิมพ์ข้อความที่วิจารณ์ ดูหมิ่น หรือแสดงความไม่ภักดีต่อรัฐบาล ผู้ละเมิดมีโทษจำคุก 20 ปี แม้แต่การเรียกร้องสันติภาพก็ถูกสั่งห้าม ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนหนึ่งถึงกับถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ข้อหาต่อต้านสงคราม ขณะที่สมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี ด้วยข้อหาเดียวกัน ประชาชนทั่วประเทศถูกปลุกระดมให้รายงานเจ้าหน้าที่รัฐหากเห็นใคร "เผยแพร่เรื่องราวที่ทำให้มองโลกในแง่ร้าย...เรียกร้องสันติภาพ หรือดูแคลนการทำสงครามของเรา" ส่วนทนายความที่ว่าความให้กับผู้ต่อต้านสงคราม ถูกกล่าวหาว่าเป็น "คนไม่รักชาติ" ขณะเดียวกันหลายรัฐได้ห้ามสอนภาษาเยอรมัน มีการกล่าวหาถึงขั้นว่า "ร้อยละ 90 ของหญิงและชายที่สอนภาษาเยอรมันเป็นคนทรยศ"

สิทธิเสรีภาพเป็นรากฐานของสังคมอเมริกัน และเป็นคุณค่าสูงสุดที่ชาวอเมริกันภาคภูมิใจ แต่แล้วสิทธิเสรีภาพดังกล่าวก็ถูกบ่อนทำลาย ไม่ใช่เพราะการกระทำของเยอรมนี แต่เป็นด้วยน้ำมือของรัฐบาลอเมริกันเอง ยิ่งคิดจะห้ำหั่นศัตรูมากเท่าไร ก็กลับทำร้ายตัวเองมากเท่านั้น เป็นเพราะความโกรธเกลียดชิงชังอย่างรุนแรงนี้เอง จึงไม่เพียงมีอคติ เห็นคนที่คิดต่างจากตนเป็นผู้ทรยศหรือศัตรูของชาติไปหมด หากยังขาดสติถึงขั้นที่ทำสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อตนเอง

ที่น่าคิดก็คือ ขณะที่รัฐบาลอเมริกันประกาศว่ากำลังต่อสู้กับ "ความชั่วร้าย" เพื่อพิทักษ์ความถูกต้อง แต่กลับใช้วิธีการอันชั่วร้ายนั้นเสียเอง ทั้งกับเยอรมนีและกับประชาชนของตน นั่นคือใช้วิธีการที่ "โหดเหี้ยมดุร้าย" อย่างไม่ต้องอดกลั้นหรือยั้งมือ ใช่หรือไม่ว่ายิ่งเชื่อมั่นในความถูกต้องชอบธรรมของตนมากเท่าไร ก็ยิ่งง่ายที่จะใช้วิธีเลวร้ายมากเท่านั้น ก็ในเมื่อเราเป็นฝ่ายถูกต้องเสียแล้ว จะทำอะไรก็ถูกทั้งนั้น และในเมื่ออีกฝ่ายเป็นตัวเลวร้าย จะจัดการกับ "มัน" ด้วยวิธีการใดก็ถือว่าถูกต้องชอบธรรมทั้งสิ้น

ความยึดติดถือมั่นในความเห็นของตนว่าถูกต้อง หรือสำคัญมั่นหมายว่าฉันอยู่เหนือกว่าไม่ว่าในทางศีลธรรม อำนาจ หรือความรู้ ฯลฯ คือสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า ทิฐิและมานะ ซึ่งมีความยึดติดถือมั่นในอัตตาเป็นรากเหง้า และดังนั้นจึงสามารถชักนำเราให้ทำสิ่งที่เลวร้ายในนามของเหตุผลอันสวยหรูได้เสมอ

อะไรก็ตามที่ทำด้วยแรงผลักดันของทิฐิมานะหรือตัวตน ย่อมคลาดเคลื่อนจากความถูกต้องและก่อผลเสียทั้งต่อตนเองและส่วนรวมได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เมื่อใดก็ตามที่เราต่อสู้กับยักษ์มารหรือความชั่วร้าย หากไม่รู้เท่าทันทิฐิมานะของตน เราก็จะกลับกลายเป็นยักษ์มารเสียเอง รวมทั้งใช้วิธีการอัน "โหดเหี้ยมดุร้าย" ที่กลับมาเป็นผลร้ายกับตัวเองและส่วนรวม

วันนี้คนไทยทั้งประเทศกำลังเครียดและเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด เพราะเห็นคนชั่วร้ายหรือศัตรูของชาติเต็มไปหมด คนเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคนที่ใส่เสื้อคนละสีกับเรา ซึ่งอาจอยู่ในบ้าน ที่ทำงาน หรือตรอกเดียวกันด้วยซ้ำ ในเมื่อสำคัญมั่นหมายอย่างแน่นอนแล้วว่า "พวกเราถูก" "พวกมันผิด" ทุกคนก็พร้อมจะห้ำหั่นชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน (แต่ไม่ลืมที่จะบอกว่าฉันเอา "ธรรมนำหน้า") แต่เราลืมไปแล้วหรือว่า ศัตรูนั้นไม่น่ากลัวหรืออันตรายเท่ากับวิธีการที่เราใช้จัดการกับศัตรู หากใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมดุร้าย อย่างไร้สติหรือความอดกลั้น ผลร้ายก็อาจสะท้อนกลับมาทำร้ายเราเองตลอดจนสถาบันและประเทศชาติที่เรารัก มันทำร้ายเราก็ด้วยการสุมเพลิงแห่งความโกรธเกลียดเผาลนใจของเรา และทำให้เรากลายเป็นยักษ์มาร (ที่อาจจะโหดเหี้ยมดุร้ายยิ่งกว่าศัตรูที่เราหมายกำจัดด้วยซ้ำ) มันทำร้ายสถาบันที่เรารักก็ด้วยการดึงสถาบันนั้นให้ตกต่ำลง หรือทำให้พิกลพิการ มันทำร้ายประเทศชาติของเราด้วยการทำให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนและอาจถึงขั้นนองเลือด ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานนับสิบปีกว่าจะเยียวยาให้หายได้

เราทุกคนล้วนมีความปรารถนาดีต่อชาติ พร้อมจะต่อสู้กับศัตรูที่หมายจ้องทำลายสถาบันและประเทศชาติของเรา แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ทำตัวอย่างภูมิคุ้มกันที่พยายามกำจัดไข้หวัดใหญ่อย่างตื่นตระหนกและบ้าระห่ำ จนทำให้เจ้าของร่างถึงแก่ความตาย

17 พฤษภาคม เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ทหารหลายกองพันถูกสั่งให้มาปราบปราม "ศัตรูของชาติ" ที่ชุมนุมเต็มถนนราชดำเนิน แต่การใช้อาวุธสงครามกับผู้ที่ชุมนุมโดยสงบ กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นจนเกือบเป็นมิคสัญญี การใช้ความรุนแรงเกินพิกัดเพื่อแก้ปัญหานั้น กลับทำให้เกิดความเสียหายเหลือคณานับต่อประเทศชาติ อีกทั้งยังทำให้สถานภาพของกองทัพตกต่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา

เห็นปัญหาอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติในการจัดการกับปัญหาด้วย และหากจะจัดการกับศัตรู เราแน่ใจได้อย่างไรว่าศัตรูที่แท้จริงนั้นมิได้ซุกซ่อนอยู่ในใจของเรานั่นเอง อันได้แก่ทิฐิมานะและความยึดติดในตัวตนจนหลงมั่นใจว่า "กูถูก" "มันผิด" ที่สำคัญก็คือ หากมั่นใจว่า "มัน" คือยักษ์มาร เรามีหลักประกันเพียงใดว่าขณะที่กำลังห้ำหั่นกับยักษ์มาร เราจะไม่กลายเป็นยักษ์มารเสียเอง รวมทั้งไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายยับเยินด้วยน้ำมือของเราเองด้วย

เมื่อใดก็ตามที่เห็นคนอื่นเป็นตัวปัญหา อย่างแรกที่พึงทำก็คือ ระมัดระวังมิให้เรากลายเป็นตัวปัญหาไปกับเขาด้วย


หน้า 6
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01bud02170552&sectionid=0121&day=2009-05-17


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.