วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


 

--- On Sun, 7/26/09, churdchoo ariyasriwatana <churdchoo@gmail.com> wrote:

From: churdchoo ariyasriwatana <churdchoo@gmail.com>
Subject: จดหมายเปิดผนึกถึงนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
To: abhisit@abhisit.org
 Date: Sunday, July 26, 2009, 9:13 PM

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี

27 กรกฎาคม 2552

เรื่อง ขอให้นายกรัฐมนตรีรีบเร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข

เรียน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

อ้างถึง  ผลการศึกษาโครงการกำหนดยุทธศาสตร์กำลังคนภาครัฐ กรณีแพทย์และพยาบาล (กระทรวง   สาธารณสุข)  โดยสำนักงานกพ.เสนอต่อนายกรัฐมนตรีในการประชุมกพ.เมื่อวันที่ 20กค.2552

สิ่งที่ส่งมาด้วย  เอกสารอ้างอิง จำนวน 10 ฉบับ

                        จากผลการศึกษาที่อ้างถึง (1)นี้ผู้วิจัยได้สรุปว่า จำนวนแพทย์ในประเทศไทยมีเท่าๆกับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกคือจำนวนแพทย์ 1คนต่อประชาชน 5.000 คน

ดิฉันเห็นว่า เป็นการสรุปที่ยังไม่ตรงกับความเป็นจริง อันจะทำให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยไม่ขาดแคลนแพทย์อีกแล้ว ทั้งๆที่ในความเป็นจริง แพทย์ในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขยังขาดแคลนอีกมาก โดยจะขออธิบายประกอบดังนี้

               ผลการวิจัยครั้งนี้ ยังมีบางส่วนที่นักวิจัยไม่ได้กล่าวถึงคือ

  การที่บอกว่ามี แพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 11,025 คน ที่เอาไปหารกับจำนวนประชาชนว่าเป็นสัดส่วนแพทย์ต่อประชาชนเท่ากับ 1: 5.750 คน และผู้วิจัยสรุปว่าเป็นอัตราส่วนแพทย์ต่อประชาชนเท่าๆกับที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้นั้น

ดิฉันขอคัดค้านว่าเป็นตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากจำนวนแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขที่บอกว่ามีถึง 11,025 คนนั้น เป็นตัวเลขที่รวมเอาแพทย์ที่เป็นผู้บริหาร (และไม่ได้เป็นผู้ลงมือตรวจรักษาผู้ป่วยหรือเรียกว่าไม่ได้ทำเวชปฏิบัติ) เข้าไปด้วย ทำให้ดูเหมือนว่ามีจำนวนแพทย์มาก แต่ในความเป็นจริง แพทย์ที่ทำงานตรวจรักษาประชาชน(ทำเวชปฏิบัติในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข) นั้นมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนที่นักวิจัยกล่าวอ้าง

เพราะแพทย์จำนวน 11.025 คนดังกล่าวนี้ เป็นทั้งแพทย์ผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง และผู้บริหารระดับต้นที่ทำงานในกระทรวงสาธารณสุข โดยไม่ต้องทำเวชปฏิบัติเลย รวมกับแพทย์ที่ลาไปศึกษาฝึกอบรมในคณะแพทย์ต่างๆอีก มีจำนวนประมาณ 4,000 คน โดยจะแสดงให้เห็นดังนี้

1.ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน จำนวน  872 คน

2.ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลศูนย์จำวน 75 คน

3.นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจำนวน 75 คน

4.นายแพทย์ 9 ด้านเวชกรรมป้องกัน 75 คน (ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด)

5.รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ในโรงพยาบาลจังหวัด 75 คน

6.อธิบดี 7 กรม รวม 7 คน

8.รองอธิบดีกรมละ 3 รวมเป็น 21 คน

9.นักวิชาการประจำกรม 21 คน

10.ผอ.กองต่างๆและหัวหน้าศูนย์ต่างๆรวมเป็น199 คน ได้แก่

-ในกรมการแพทย์  45 คน

-ในกรมควบคุมโรค 31 คน

-ในกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ 3 คน

-ในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2 คน

-ในกรมสุขภาพจิต  22 คน

-ในกรมอนามัย 35 คน

-องค์การอาหารและยา1คน

-องค์การเภสัชกรรม 1 คน

-และสำนักต่างๆ(ในกระทรวง) 59 คน

11.ผู้บริหารในสำนักปลัดกระทรวงสธ.  4 คน

 

รวมจำนวนแพทย์ที่ไม่ทำเวชปฏิบัติในกระทรวงสาธารณสุข 1,403 คน

จำนวนแพทย์ที่กำลังไปรับการฝึกอบรมในคณะแพทยศาสตร์ต่างๆอีกประมาณ 3,000    คน

 

รวมแพทย์ที่ไม่ทำเวชปฏิบัติในโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 4.403คนหรืออาจจะมากกว่านี้

ฉะนั้นจะมีแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขที่ทำเวชปฏิบัติมีเพียง (11,025 4403) เท่ากับ 6,622 คน  ถือว่าเป็นการขาดแคลนแพทย์อย่างมาก(2)

 มีแพทย์เพียงประมาณ 6,622 คนเท่านั้นที่ทำงานตรวจรักษาผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข

โดยแพทย์เหล่านี้ต้องรับผิดชอบในการตรวจรักษาและดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วัน ทำให้แพทย์แต่ละคนมีเวลาทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 120 ชั่วโมง (3) โดยมีประชาชนไปรับบริการตรวจรักษาปีละประมาณ 160ล้านครั้ง  และนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก ประมาณ 120 ล้านครั้ง (4)

แต่จำนวนประชาชนที่ไปรับบริการตรวจรักษาผู้ป่วยมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน ทั้งโรคภัยที่ไข้เจ็บที่มีอยู่เดิมๆ กับโรคใหม่ๆที่อุบัติขึ้นเช่นไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก เอดส์ รวมทั้งการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุการจราจรใช้รถใช้ถนน การทะเลาะวิวาท การโจรกรรมและการก่อการร้าย รวมทั้งการที่ประชาชนไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเลยเมื่อไปโรงพยาบาล ทำให้ประชาชนไปโรงพยาบาลมากขึ้น(5)

จึงทำให้แพทย์มีเวลาตรวจผู้ป่วยนอก (ผู้ป่วยที่ไม่ได้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล) เพียงคนละ 2- 4 นาที (3)

ทำให้ไม่น่าประหลาดใจว่า ทำไมการฟ้องร้องแพทย์จึงมีมากขึ้นทุกวัน(6)

เพราะแพทย์น้อย ผู้ป่วยมาก จึงทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการตรวจรักษาที่อาจไม่ได้มาตรฐาน หรือผิดพลาด หรือประชาชนไม่เข้าใจ

ทำให้ประชาชนได้รับผลร้ายจากการรักษา และแพทย์ก็ถูกฟ้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว (6)

 นอกจากนั้นงาน ของแพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้ป่วยมิได้มีเฉพาะการตรวจรักษาผู้ป่วยนอกเท่านั้น แพทย์ยังต้องดูแลรักษาผู้ป่วยใน(ที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล) ที่เป็นผู้ป่วยอาการหนักปานกลางถึงอาการหนักมาก ฉะนั้นแพทย์จึงต้องไปตรวจเยี่ยมอาการผู้ป่วยในวันละหลายครั้งและต้องแก้ไข อาการป่วยที่ทรุดลงหรือทำการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้อีก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การทำหัตถการอื่นๆเช่นใส่ท่อช่วยหายใจ การทำผ่าตัด การช่วยกู้ชีพ(cardiopulmonary resuscitation) การเจาะหนอง เจาะปอด เจาะหลัง ใส่เฝือก ดึงกระดูก ผ่าเส้นเลือดเพื่อให้น้ำเกลือฯลฯ(4)

 เมื่อแพทย์ต้องทำงานมาก อีกทั้ง เป็นงานที่ต้องรับผิดชอบสูง คือรับผิดชอบชีวิต แพทย์จึงต้องรับภาระหนักทั้งกายและใจ

           แต่ผลตอบแทนของการทำงานของแพทย์คือเงินเดือนและค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาราชการต่ำมากๆ จึงไม่น่าประหลาดใจอีกเหมือนกันว่าทำไมแพทย์จึงลาออกจากกระทรวงสาธารณสุขมากๆทุกปี(7)

 ฉะนั้นการสรุปที่นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในการประชุมกพ.ครั้งที่7/2552 เมื่อวันจันทร์ที่ 20กรกฎาคม 2552ที่ว่า จำนวนแพทย์มีเพียงพอกับจำนวนประชาชน(1)ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก จึงเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้องตรงกับภาระงานจริงของแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างแน่นอน

และการที่ผู้วิจัยเสนอว่าค่าตอบแทนแพทย์จะเป็นภาระหนักแก่ราชการ (1)  ด้วยนั้น ดิฉันเห็นว่า เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องจัดให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีมาตรฐาน รัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคลากรทำงานให้เหมาะสม รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธภาระนี้ได้

ดิฉัน จึงขอเสนอว่ารัฐบาลก็ควรจะพิจารณาให้กระทรวงสาธารณสุขแยกออกมาจาก กพ. เพื่อให้บริหารเรื่องตำแหน่งและอัตราค่าตอบแทนให้เหมาะสม เทียบได้กับราคาตลาด เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ยังอยู่ทำงานบริการรักษาประชาชนต่อไป เพื่อให้มีจำนวนบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นให้พอรองรับกับการเจ็บป่วยที่มีมากขึ้น และการที่ประชาชนไปโรงพยาบาลมากขึ้นดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลรักษาสุขภาพที่เหมาะสม มีมาตรฐาน และมีความปลอดภัยสูง (8,9,10)

  เพราะงานดูแลรักษาสุขภาพ เป็นงานที่ต้องมีคุณภาพสูง มีความรับผิดชอบสูง และเป็นความรับผิดชอบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันจนกว่าผู้ป่วยจะหายป่วย(หรือหายไปจากโลกมนุษย์)

แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์จึงต้องมีคุณภาพสูง เพื่อให้ผลงานมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบสูง และต้องรับผิดชอบผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนดังกล่าว

หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ รัฐบาล ควรพิจารณาให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขออกนอกระบบราชการและบริหารแบบโรงพยาบาลเอกชนบ้าง  อาจจะทำให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่สะดวก รวดเร็วปลอดภัย มีมาตรฐานที่ดีที่สุด เพราะบุคลากรทางการแพทย์จะมีจำนวนมากขึ้น เนื่องจากบุคลากรพอใจการบริหารงานที่ยุติธรรมแบบใครทำงานมากมากได้ค่าตอบแทนมาก  และแพทย์มีเวลาทำงานพอเหมาะ ทำให้สามารถป้องกันความผิดพลาดจากการตัดสินใจในการตรวจรักษาประชาชนได้ดีที่ สุด ประชาชนก็จะปลอดภัย แพทย์ก็จะไม่ถูกฟ้อง

สรุปข้อเสนอแนะ

 รัฐบาลควรตั้งกรรมการระดับชาติเพื่อ

1.แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์

2.แก้ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์

3.เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากการไปรับบริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล (8,9,10)ทั้งนี้เพื่อพิจารณาว่า

 1. ควรแยกการบริหารราชการกระทรวงสาธารณสุขออกจากกพ.(8,9,10)

- เพื่อการกำหนดตำแหน่งและค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้บุคลากรมีจำนวนเพียงพอและมีเวลาทำงานตรวจรักษาประชาชนอย่างมีมาตรฐาน

-เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัยจากการไปรับบริการจากโรงพยาบาล

 หรือ 2. ให้แยกการบริหารโรงพยาบาล ออกมาเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงกำไร เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร ให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี มีมาตรฐาน  โดยที่บุคลากรได้รับค่าตอบแทนตามภาระงานที่ต้องทำอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน

  ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่เหมาะสมตามมาตฐานทางการแพทย์ที่ดีที่สุด และบุคลากรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามภาระงาน รวมทั้งมีเวลาทำงานไม่มากเกินมาตรฐาน(9) เพื่อรักษาบุคลากรที่เก่ง ดี ไว้ในระบบ เพื่อให้คุณภาพการบริการทางการแพทย์สำหรับประชาชนทั่วไป ได้รับการรักษาไว้ให้ดีและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทั้งประเทศ

 จึง เรียนเสนอท่านนายกรัฐมนตรี โปรดสละเวลามาดูแลการบริหารกระทรวงสาธารณสุขอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อให้สามารถจัดสรรให้มีบุคลากรที่มีคุณภาพมาตรฐานในจำนวนที่เหมาะสม เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถการทำงานบริการทางการแพทย์เพื่อบริการ ประชาชนอย่างมีคุณภาพมาตรฐาน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยแก่สุขภาพของประชาชน และเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคลากรทางการแพทย์ อันจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานและประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยทั่วหน้ากัน

 

  ทั้งนี้หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้รีบเร่งพิจารณาแก้ปัญหาของการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์โดยรีบด่วน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการไปรับบริการทางการแพทย์ อันจะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี เพื่อจะได้ช่วยกันทำงานอาชีพของตนให้ดี เพื่อช่วยกันฟื้นฟูเศรษฐกิจส่วนตนและประเทศชาติ อันจะเป็นการช่วยกันพัฒนาชาติไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

 

ขอแสดงความนับถือ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

 ประธานอนุกรรมการพิจารณาปรับเปลี่ยนเงินเดือนและค่าตอบแทนแพทย์ในภาคราชการแพทยสภา

ประธานคณะอนุกรรมการจริยธรรมชุด 15 แพทยสภา

ที่ปรึกษาสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ที่ปรึกษาสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป

ประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรรมแห่งประเทศไทย

ข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุข

 

เอกสารอ้างอิง

1. ผลการศึกษาโครงการกำหนดยุทธศาสตร์กำลังคนภาครัฐ กรณีแพทย์และพยาบาล (กระทรวงสาธารณสุข) )  โดยสำนักงาน ก.พ. ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ. ดร. ศุภชัย ยาวะประภาษและคณะ : http://www.ocsc.go.th/ocsccms/frontweb/view.jsp?categoryID=CAT0000131&newsID=nws0001633

2. เชิดชู อริยศรีวัฒนา :การขาดแคลนข้าราชการแพทย์ของโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข: วารสารวงการแพทย์: 2551: 10 (274): 28-29

3. ฉันทนา ผดุงทศและคณะ: ชั่วโมงการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข :วารสารวิชาการสาธารณสุข 2550: 16(4):493-502

4. เชิดชู อริยศรีวัฒนา : ข้าราชการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขมีภาระงานอะไรบ้าง : วารสารวงการแพทย์2551: 10(275) 26-29

5.รศ.นพ.จิรุตน์ ศรีรัตนบัลย์ บรรณาธิการ : หน้า 12 ใน ข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จัดทำโดยคณะทำงานจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย(สวปก) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข : ธันวาคม 2548

6. สถิติการฟ้องร้องแพทย์  : แพทยสภา

7.ข้อมูลจากกลุ่มบริหารงานบุคคล สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

8. เชิดชู อริยศรีวัฒนา :การสรุปผลการสัมมนาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข 8 สิงหาคม 2551 : วารสารวงการแพทย์2551: 10(277-278) 28-29

9.เชิดชู อริยศรีวัฒนา : แพทยสภาและการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ภาครัฐ : วารสารวงการแพทย์ 2551:11(283): 29-31

10. ข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ :

เสนอโดยคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับเปลี่ยนเงินเดือนและค่าตอบแทนแพทย์ในภาคราชการของแพทยสภา 8มค. 2552

 

 

 

 

 

 

 

 


วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ภาพแห่งความสุข ชวนน้องอ่านหนังสือ & มอบเสื้อใหม่ให้น้อง 5 สถานพินิจ


 



 

From: dmgbooks@gmail.com
To: 
Subject: ภาพแห่งความสุข ชวนน้องอ่านหนังสือ & มอบเสื้อใหม่ให้น้อง 5 สถานพินิจ
Date: Wed, 22 Jul 2009 09:00:28 +0700


กราบขออภัยอย่างสูง หากอีเมล์นี้รบกวนความเป็นส่วนตัวของท่าน
If you cannot read this mail, please click here

ภาพแห่งความสุข ชวนน้องอ่านหนังสือ
มอบเสื้อใหม่ให้น้อง 5 สถานพินิจ

สวัสดีค่ะ คุณสุวิมล เชื้อชาญวงศ์ มีความสุขเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก และให้อนุโมทนากันอีกแล้วค่ะ
สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมพินิจ และคุ้มครองเด็ก และเยาวชน จัดกิจกรรม มอบเสื้อใหม่ให้น้อง รักพ่อ...พอเพียง เพื่อสานต่อจากกิจกรรม "ให้อภัยให้โอกาสกับเยาวชน" โดยมอบเสื้อ และหนังสือดี ให้แก่เยาวชนในสถานพินิจจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ บ้านเมตตา, บ้านกรุณา, บ้านมุทิตา, บ้านอุเบกขา, บ้านปรานี
ภาพแห่งความสุข ชวนน้องอ่านหนังสือ มอบเสื้อใหม่ให้น้อง 5 สถานพินิจ เราได้ไปมอบ เสื้อโปโล รักพ่อ...พอเพียง และ หนังสือดี แก่ผู้รับโทษทุกคน จากเดิมที่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิม และอ่านหนังสือเล่มซ้ำๆ ที่ได้รับต่อกันมาเป็นทอดๆ จากผู้รับโทษที่มาก่อน ทุกคนดีใจจนเห็นได้ชัด และปลาบปลื้มกันทุกคน ...
ณ บ้านกรุณา

คุณสาธินี โมกขะเวส Boss ใหญ่ใจบุญของ JobsDB.com สนับสนุนเสื้อให้น้องๆ บ้านกรุณา 700 ตัว และคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย แห่ง DMG Books ร่วมมอบหนังสือดีกว่าร้อยเล่มให้กับน้องๆ อ่านเพื่อเพิ่มพูนปัญญา รับมอบโดยท่านรองอธิบดี กรมพินิจฯและท่านผู้อำนวยการบ้านกรุณา อย่างอบอุ่น

โชว์กล่องเสื้อใหม่ น้องๆดีใจได้รับกันทุกคน
คุณสาธินี ให้ความเอ็นดูน้องๆเหมือนดั่งลูกหลาน

คุณดนัย กล่าวถึงที่มาของโครงการฯ และให้กำลังใจน้องๆบ้านกรุณา พร้อมกับแนะนำหนังสือของ

สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ให้กับคุณสมชาติ ชุมสวี รองอธิบดีกรมพินิจฯ  


น้องๆทุกคนตื่นเต้น ดีใจ รีบแกะห่อเสื้อใหม่ ใส่แล้วเท่ห์ กันทุกคนเลยนะจ๊ะ หวี๊ด หวิ่ว...


แม่ตุ๊ก จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้รางวัลน้องๆ ที่กล้าแสดงออก ด้วยการหอมแก้มคนละ 2 ที ด้วยรัก และห่วงใย จากแม่ตุ๊ก ทำเอาน้องๆ เขินไปตามๆ กัน


น้องๆได้ร่วมทำกิจกรรม วาดความฝันเขียนแผนผังชีวิต ออกมาเป็นเรื่องราวจากใจ ด้วยความตั้งใจ    ที่จะเดินตามความฝันที่วาดไว้ให้สำเร็จ โดยได้รับคำแนะนำจากพี่ๆ ทีมงานอย่างเป็นกันเอง

พี่ๆจากสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ชวนน้องอ่านหนังสือ และส่งเสริมให้เขียนจดหมายเล่าความรู้สึกจากการ    ที่ได้อ่านหนังสือมารับรางวัลเป็นหนังสือพร้อมลายเซ็นต์ผู้เขียน

น้องคนเก่งแห่งบ้านกรุณาออกมาโชว์เสียงอันไพเราะ  ให้เพื่อนๆและพี่ๆได้ฟัง น้องๆ ทุกคนร่วมกันร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน ดังกึ๊กก้องกันมาก !!

ทีมงาน กิจกรรมมอบเสื้อใหม่ให้น้อง รักพ่อ..พอเพียง

ร่วมถ่ายภาพแห่งความทรงจำดีๆ ที่ไม่อาจจะลืมเลือน

ไว้ ณ บ้านกรุณา
ขอบคุณเจ้าภาพ และกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่ทำให้เกิดกิจกรรมดีๆ แบบนี้ค่ะ
 
"การให้" ครั้งนี้ ได้มีการจัดให้เยาวชนได้นั่งสมาธิด้วย เพื่อให้พวกเค้า ได้เรียนรู้ที่จะ ให้อภัย ตนเอง ให้อภัยสิ่งผิดพลาดในอดีต แล้วเริ่มต้น ให้โอกาส ตัวเอง  เปลี่ยนแปลงตัวเอง กลับตัวกลับใจเป็นคนดีของสังคม และปฏิญาณตนว่า จะเป็นคนดีเพื่อพ่อหลวง
ครั้งที่ 1 มอบเสื้อ สถานแรกรับเด็กและเยาวชนหญิงบ้านปรานี เมื่อ วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวน 100 ตัว (เจ้าภาพ ได้แก่ คุณนีรลักษณ์ ศิริเทียนทอง และคุณสุดา วิศาลเรืองเดช)
ครั้งที่ 2 จัดที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านอุเบกขา เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2552  จำนวน 250 ตัว (เจ้าภาพ ได้แก่ คุณสุภา โภคาชัยพัฒน์)
ครั้งที่ 3 จัดที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านมุทิตา กำหนดจัดกิจกรรม วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 จำนวน 200 ตัว เจ้าภาพ โดย คุณเพลินพิศ นานา และกัลยาณมิตร
ครั้งที่ 4 จัดที่ ศูนย์แรกรับเด็กและเยาวชนชายบ้านเมตตา กำหนดจัดกิจกรรม วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2552 จำนวน 500 ตัว (เจ้าภาพ ได้แก่ JobDB.com - คุณสาธินี โมกขะเวส)
ครั้งที่ 5 จัดที่ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา กำหนดจัดกิจกรรม เดือน กรกฎาคม 2552 จำนวน 700 ตัว (เจ้าภาพหลัก ได้แก่ JobDB.com - คุณสาธินี โมกขะเวส)
นอกเหนือจากสถานพินิจทั้ง 5 แห่ง ยังมีเยาวชนในสถานพินิจในจังหวัดอื่นอีก 42 แห่ง ที่เราต้องการผู้สนับสนุน เพื่อสร้างกำลังใจให้แก่เด็ก และเยาวชน บุคคล หรือองค์กรที่สนใจร่วมกันบริจาค เพื่อมอบเสื้อ หนังสือดี และเครื่องใช้ต่างๆ ติดต่อบริจาคได้ที่ โทร 0 2685 2231 (คุณอาภรณ์พรรณ) 0 2685 2226 (คุณศิรประภา)

www.dmgbooks.com
สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี โทร. 0 2685 2254-5 อีเมล์ info @ dmgbooks.com



ด้วย Windows Live คุณสามารถจัดการ แก้ไข และ แบ่งปันภาพถ่ายของคุณ

มี ประโยชน์มากๆ กันไข้หวัด 2009 ช่วยส่งต่อให้มากที่สุดคะ มีประโยชน์มากๆ



 From: lee lee <thai9lee@gmail.com>
Date: ก.ค. 26, 2009 10:18 ก่อนเที่ยง
Subject: Fwd: มี ประโยชน์มากๆ กันไข้หวัด 2009 ช่วยส่งต่อให้มากที่สุดคะ มีประโยชน์มากๆ
To: 



 


ขออนุญาต ส่งต่อคะ
 
จากคุณ Sittichai Prompakdee
show details 3:16 PM (17 hours ago) Reply

  
 
เบื้องต้น บังเอิญมีหมอที่มีความรู้ในด้านการแพทย์แผนจีน และ เภสัชกรท่านหนึ่ง ได้แนะนำมาเรื่องการป้องกันไวรัส2009ง่ายๆ
ให้กับผมมานะครับ

พอดีกำลังนั่งดูรายการสรยุทธช่อง3 ช่วงเย็น ที่สัมภาษณ์ เภสัชกรจากโรงพยาบาลอภัยภูเบศ เรื่อง อาหารต้านไวรัส ซึ่งได้แก่พวก ขิงแก่ กระเทียม พวกนี้ จึงนึกถึงเรื่องนี้ออก

ให้ใช้นำมันเหลือง หรือพวกยาดมน้ำ วาเป้กซ์ ยาหม่อง ยาหม่องน้ำ หรือ พวก เซ็งชิมอิ้ว อะไรพวกนี้ ซึ่งมีคุณสมบัติ เผ็ดร้อนเย็น

ไวรัสที่เป็นไข้หวัดตอนนี้ เป็นไวรัสที่เข้าทางจมูกลงปอดเป้นส่วนใหญ่ เป็นสาเหตุของโรคหวัด และ เชื้อขณะนี้ เป็นเชื้อที่อยู่แพร่หลายตามอากาศ

ซึ่งอากาศในขณะนี้เป็นช่วงเย็น ร้อนชื้น เหมาะกับการแพร่กระจายของไวรัส

ซึ่งไวรัสจะตายเมื่อเจออากาศร้อนๆ ภายในเวลา ไม่กี่นาที

ดังนั้น ถ้าเราใช้หน้ากากป้องกันโรคแล้วเราทาพวกยาดมน้ำที่หน้ากากบริเวณจมูก จะช่วยทำให้ไวรัสที่มาเกาะ อ่อแอลง และถ้าเข้าทางร่างกายก็อ่อนแอมาก และ เพียงพอที่ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี้ขึ้นมาได้

หรือถ้าเราไม่ใส่หน้ากาก เราก็ใช้ยาดมพวกนี้ ทาที่รูจมูก บ่อยๆ เพื่อให้ไวรัสที่หลุดเข้ามาอ่อนแอลง

ถ้าเราทำแบบนี้ สัก 2-3 อาทิตย์ ไวรัส ก็เริ่มหมดไปแล้วครับ เพราะไม่มีพาหะนำโรคอีกต่อไป และ เมื่อวัคซีนทำเสร็จเดือน ตุลาคม ก็เพียงพอที่เราจะช่วยควบคุมโรคร้ายนี้ไม่ให้ กระจายไปมากกว่านี้


ช่วยกัน ฟอร์เวิดเมลต่อไปนะครับ ช่วยๆกันอีกวิธีหนึ่งทางเลือก ดีกว่าใส่หน้ากากอย่างเดียว


Wipa Chankitworaruk
Assistance Executive, PA  & Healthcare Department
MSIG Insurance (Thailand) Co.  Ltd.
MSIG Building, 1908 New Petchburi Road, Bangkapi,  Huay Kwang,
Bangkok 10310
Phone : 02-788-8888  Exit 8885        Fax : 02-718-1502        Mobile :
Internet : wipa_c@th.msig-asia.com
 

2009/7/25 lee lee <thai9lee@gmail.com>
เรียนทุกท่าน
ขอขอบคุณท่านเจ้าของโรค ที่กรุณา แบ่งปันความรู้มาให้คะ
เป้นประโยชน์มากๆ  แต่อยากรู้นิดเดียวคะ
ลูก ไปติดหวัดทีไหนคะ พอจะเดาได้ไหมคะ จะได้ป้องกันคะ
 
ขอบพระคุณอีกครั้ง
 


 
2009/7/25 Niwat Buranakul <n_buranakul@yahoo.com>


--- On Sat, 7/11/09, Ronarong <ronarong@quesco.co.th> wrote:

From: Ronarong <ronarong@quesco.co.th>
Subject: Fwd: [KSME-CARE9_BKK] FW: จากใจคนเคยเป็นไข้หวัด 2009
To: 
Date: Saturday, July 11, 2009, 9:24 AM



Sent from my iPhone

Begin forwarded message:

 
From: "Jeerawat K/EXINTECH Automation" <jeerawatk@exintech.co.th>
Date: 11 กรกฎาคม 2009, 5 นาฬิกา 49 นาที
To: "'K SME CARE9 \(Bangkok\)'" <care9_bkk@member.ksmecare.com>
Subject: [KSME-CARE9_BKK] FW: จากใจคนเคยเป็นไข้หวัด 2009
Reply-To: "K SME CARE9 (Bangkok)" <care9_bkk@member.ksmecare.com>

 

ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีไร้ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บใดๆนะครับ ส่วนผู้ที่ไม่สบายอยู่ขอให้หายไวๆเช่นกัน

 

Jeerawat K

 

EXINTECH AUTOMATION CO.,LTD.

 

Tel: +662-691-7500
Fax: +662-691-7509
Mobile : +668-1919-4516
jeerawatk@exintech.co.th

www.exintech.co.th

 

 


From: Arthid Apirattanaphan [mailto:arthida@phoenixcontact.co.th]
Sent: Friday, July 10, 2009 10:53 PM
To:
Subject: FW: จากใจคนเคยเป็นไข้หวัด 2009

 

จากใจคนเคยเป็นไข้หวัด 2009


เรากับลูกก็ป่วย ตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ รพ. ข้อมูลที่ Under Report มีอีกเยอะมาก อย่าง case ของเราก็ under เหมือนกัน

เรื่องของเรื่อง ลูกเรา (6 ขวบกว่า) ป่วยก่อน เมื่อ 2 วันก่อนเค้ามีอาการปวดหัวรุนแรงและไข้สูงมาก ให้ทานยาลดไข้ ไข้ก็ไม่ยอมลดลง เช็ดตัวก็แล้วทำอย่างไรๆ ไข้ก็ไม่ลดลง เราเลยตัดสินใจพามา รพ. เมื่อพบหมอ

เรายืนยันกับหมอว่าเราจะขอทำ Screen Flu (เป็นการ Screen หาความเสี่ยงเบื้องต้น) การทำ Screen Flu หมอจะทำให้เฉพาะผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ เช่นคลุกคลีกับผู้ป่วยโดยตรง แต่ลูกเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทุกคนที่บ้านแข็งแรงดี โรงเรียนก็รักษาสุขอานามัยอย่างดี เราไม่พาลูกไปในที่ชุมชนและไม่ให้ว่ายน้ำในสระมาเดือนกว่าแล้ว จึงไม่ควรจะติดเชื้อได้ แต่ถึงอย่างไรเราก็ยืนยันกับหมอว่าเราจะขอ Screen

ลืมบอกไปว่าลูกเรา (และเราด้วย) ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ (ธรรมดา) ไปเมื่อเดือน พ.. ที่ผ่านมานี่เอง ดังนั้นโอกาสที่จะเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดาคงจะไม่มีแน่ๆ และเมื่อผล Screen ออกมาในครั้งนั้นปรากฎว่าลูกเราเป็น Negative (หมายถึงไม่ติดเชื้อในกลุ่มของ H1N1)

เราและหมอยังไม่นิ่งนอนใจ เราเลยขอหมอ Admit เพื่อความสบายใจ เนื่องจากลูกเราไข้สูงมาก (โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 39 องศา) คุณหมอให้เราพักที่โรงพยาบาลตามที่เรา Request และเมื่อถึงตอนเช้าคุณหมอมาเยี่ยมและขอนำเชื้อไปทำ Screen Flu อีกเป็นครั้งที่ 2 เรายินดีตามที่หมอเสนอ เพราะหมอให้ความเห็นว่า เมื่อการตรวจครั้งแรกนั้น ระยะห่างระหว่างการจับไข้กับการตรวจห่างกันแค่ 4 ชั่วโมง อาจจะยังไม่ปรากฎการติดเชื้อให้เห็นชัด แต่ถ้าไข้ยังสูงขนาดนี้ขอตรวจอีกครั้งเพื่อความชัวร์ดีกว่า

เมื่อผลตรวจออกมา ลูกเรา Positive จริงๆ และหมอถามเราว่าต้องการส่งตรวจหา 2009 ต่อหรือเปล่า แต่เราปฏิเสธเพราะทั้งหมอและเรารู้อยู่แล้วว่าลูกเราติดเชื้อแน่ๆ (เค้าไม่มีทางเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา เพราะเพิ่งฉีดวัคซีนไป และข้อบ่งชี้ค่อนข้างเด่นชัด)

อ้อ .. ลืมบอกไปอีกว่าถ้าผล Screen Flu ออกมาเป็น Positive จะมีความหมายว่า มีโอกาสติดเชื้อด้วยกัน 3 ตัวคือ H1N1 ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา, H1N1 ไข้หวัดใหญ่ 2009, และตัวสุดท้ายคือ H2N3 ซึ่งคนไทยไม่ค่อยเป็น ซึ่งถ้าติดเชื้อตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวนี้ วิธีรักษาจะเหมือนกันทั้ง 3 ตัว ดังนั้นถ้าผลการตรวจออกมาเป็น Positive หมอจะถามว่าต้องการให้ส่งตรวจ Final เพื่อดูว่าเป็นไข้หวัด 2009 หรือไม่ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกประมาณ 2,500 บาท แต่หมอก็จะบอกว่าแต่อย่างไรก็ตามวิธีการ treat ก็เหมือนกันกับไข้หวัดใหญ่ตัวอื่่นๆ อยู่แล้ว

และเมื่อเราไม่ส่งตรวจเพื่อ Final ข้อมูลของลูกเราก็จะไม่ถูกส่งไปที่ สธ. และอยากจะบอกว่า วันที่ลูกเรามา รพ. นั้น เชื้อได้เข้าไปถึงหูชั้นในและโพรงจมูกแล้ว ซึ่งระยะเวลาจับไข้กับการพบหมอห่างกันเพียง 4 ชั่วโมง ซึ่งอยากจะเตือนทุกท่านว่าเชื้อตัวนี้แรงและแพร่เร็วมาก อย่านิ่งนอนใจถ้าท่านหรือบุตรหลานของท่านมีไข้สูง ปวดศรีษะมาก ขอหมอตรวจเพื่อให้ละเอียดเลยดีกว่าค่ะ

หลังจากเรามาเฝ้าลูกเพียงแค่วันเดียว ปรากฎว่าเราเริ่มมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและเป็นไข้ ไอไม่หยุด เราจึงรีบไปตรวจ ปรากฎว่าเราก็ติดเชื้อเหมือนลูกแต่ที่น่ากลัวคือ เราเป็นไข้แค่ 3 ชั่วโมงแต่เมื่อไปตรวจ ปอดของเราเริ่มมีอาการติดเชื้อแล้ว ถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้อาจจะเป็นปอดอักเสบ หรือโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นๆ ได้

วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่เราอยู่ รพ. อาการของลูกดีขึ้นมาก และจะกลับบ้านวันนี้แล้ว ส่วนเรายังอ่อนเพลียอยู่ ยังมีอาการปวดตามตัวอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นจากเมื่อวานเยอะมาก และคงจะขอหมอกลับบ้านพร้อมลูกเลย

อยากเตือนว่า ไข้หวัด 2009 ติดง่าย ป่วยไว ลุกลามไว ติดเชื้อไว แต่รักษาง่าย หายไว ถ้ารีบรักษาภายใน 48 ชั่วโมง ดังนั้นถ้าท่านหรือคนใกล้ชิดท่านป่วยมีไข้สูง    ปวดศรีษะ ปวดตามตัวและไอ อย่านิ่งนอนใจ รีบตรวจโดยด่วนเลยค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
เพิ่งหายจากไข้หวัด 2009




================================================
โครงการส่งเสริมการจัดการที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ท่านสามารถอ่านข้อมูลโครงการดี ๆ จาก K SME Care อย่างต่อเนื่องเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ksmecare.com

Mail to All K SME Care 9 (Bangkok) Members, send e-mail to care9_bkk@member.ksmecare.com

Anyone having trouble using our groupmails, or need to change e-mail address, pls contact change@member.ksmecare.com.

ช่องทางสำหรับยกเลิกอีเมล มีทั้งหมด 2 ช่องทาง กรุณาเลือกใช้ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
1. ส่งเมลเปล่าไปที่ care9_bkk-unsubscribe@member.ksmecare.com
2. ส่งคำร้องไปที่ change@member.ksmecare.com

[This groupmail is powered by Kerio MailServer, www.kerio.co.th]
ิมได้ที่ http://www.ksmecare.com

Mail to All K SME Care 9 (Bangkok) Members, send e-mail to care9_bkk@member.ksmecare.com

Anyone having trouble using our groupmails, or need to change e-mail address, pls contact change@member.ksmecare.com.

ช่องทางสำหรับยกเลิกอีเมล มีทั้งหมด 2 ช่องทาง กรุณาเลือกใช้ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
1. ส่งเมลเปล่าไปที่ care9_bkk-unsubscribe@member.ksmecare.com
2. ส่งคำร้องไปที่ change@member.ksmecare.com

[This groupmail is powered by Kerio MailServer, www.kerio.co.th]
/body>




 



--
      Weblink
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://seminardd.com