วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เลือกใช้ภาชนะให้ปลอดภัย


เลือกใช้ภาชนะให้ปลอดภัย

ปัจจุบันภาชนะบรรจุอาหารเป็นส่วนสําคัญอย่างหนึ่งในชีวิตประจําวันสําหรับคนเรา เนื่องจากการบริโภคอาหารทุกมื้อต้องใช้ภาชนะบรรจุอาหารเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการรับประทาน ภาชนะบรรจุอาหารที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ จาน ชาม ทั้งที่เป็นแก้ว เซรามิก และพลาสติก เป็นต้น อนึ่งภาชนะบรรจุอาหารแต่ละชนิดจะมีสมบัติและส่วนประกอบของสารต่างๆ แตกต่างกัน ดังนั้น การใช้ภาชนะบรรจุอาหารจึงควรเลือกให้เหมาะกับการใช้งานและประเภทของอาหารเพราะการใช้ภาชนะบรรจุอาหารผิดประเภทอาจนําภัยอันตรายอันเนื่องมาจากสารพิษเจือปนจากภาชนะได้ ซึ่งหากมีการสะสมเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ ภาชนะบรรจุอาหารที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลายประเภท ซึ่งมีหลักในการเลือกใช้เพื่อลดอันตรายอันอาจเกิดจากการใช้ภาชนะบรรจุอาหารดังนี้


อะลูมิเนียม

ชาวบ้านส่วนใหญ่มักนิยมใช้ภาชนะที่ทำจากอะลูมิเนียม เนื่องจากคงทนและราคาถูก แต่มีคำเตือนจากนักวิจัยว่าหากนำอะลูมิเนียมไปใช้กับของเปรี้ยว หรือของที่มีความเป็นกรดสูง เช่น แกงส้มในหม้ออะลูมิเนียม อาจมีอะลูมิเนียมละลายออกมาปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งหากได้รับสารอะลูมิเนียมเข้าไปจำนวนมาก เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่อาจทำให้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลการวิจัยที่แย้งว่าอะลูมิเนียมที่ละลายออกมาปนในอาหารมีปริมาณเพียงเล็กน้อย ไม่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่หากไม่อยากเสี่ยง ก็อาจจะเลี่ยงการใช้อะลูมิเนียมกับอาหารรสเปรี้ยวหรืออาหารที่มีความเป็นกรด

สเตนเลส

ภาชนะที่ทำจากสเตนเลสเป็นภาชนะอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กัน เนื่องจากทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เป็นสนิม ทนความร้อน ความเย็น และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลันได้ดี สเตนเลสเป็นเหล็กที่มีส่วนผสมของโลหะหลายชนิด หากเป็นสเตนเลสที่มีส่วนผสมของโครเมียม เมื่อนำมาใช้หุงต้มก็จะมีธาตุเหล็กและโครเมียมปะปนในอาหารเล็กน้อย ถือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายจึงไม่เป็นอันตราย แต่หากเป็นสเตนเลสที่มีส่วนผสมของนิกเกิล อาจทำให้ผู้ที่แพ้นิกเกิลเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้ อย่างไรก็ตาม นิกเกิลจะละลายออกมาในอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น น้ำส้มสายชู ผู้ที่แพ้นิกเกิลอาจเลือกใช้ภาชนะสเตนเลสที่เคลือบสารอีนาเมล ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด

ทองแดง

ภาชนะที่ทำมาจากทองแดง หากนำมาปรุงอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะสามารถละลายทองแดงออกมาได้ ทองแดงเป็นธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย การได้รับทองแดงในปริมาณเล็กน้อยจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ แต่หากร่างกายสะสมทองแดงในปริมาณมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนจากทองแดงเป็นพิษได้ เพื่อป้องกันปัญหานี้ จึงมีการนำภาชนะทองแดงมาเคลือบด้วยดีบุก แต่ดีบุกที่เคลือบไว้ก็จะเสื่อมไปตามอายุการใช้งาน ฉะนั้นเมื่อใช้ไปนานๆ ก็ควรจะเปลี่ยนใหม่


ทองเหลือง

ทองเหลืองเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี มีความต้านทานต่อการเกิดสนิมได้ดีพอสมควร นิยมทำขนมในกระทะทองเหลือง เช่น ผลไม้กวน เพราะมักจะไม่ติดกระทะ และไม่ทำให้สีของอาหารเปลี่ยนไป

เซรามิก

ภาชนะเซรามิกที่เคลือบด้วยสีสันลวดลายสวยงาม อาจมีส่วนผสมของสารตะกั่วอยู่ หากมีปริมาณมากเกินไปจะเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อนำไปใส่อาหารร้อนจัด เช่น กาแฟร้อน ชาร้อน และอาหารรสเปรี้ยวหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำผลไม้ เพราะจะทำให้สารตะกั่วในสีละลายออกมาปนเปื้อนในอาหารได้

แก้ว

ภาชนะที่ทำจากแก้ว ส่วนใหญ่จะมีความปลอดภัย ยกเว้นแก้วเนื้อบาง ไม่ควรใส่น้ำเดือดหรือนำเข้าเตาไมโครเวฟ เพราะอาจแตกได้ แต่หากเป็นแก้วคุณภาพดีก็จัดว่าเป็นภาชนะที่ใช้กับเตาไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัยที่สุด ถ้าเป็นแก้วที่มีฝาปิดก็สามารถทนต่อความดันที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับความร้อนโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องไม่ตกแต่งขอบหรือลวดลายด้วยสีทองหรือเงิน เพราะจะมีสารตะกั่วออกมาปนเปื้อนกับอาหารได้ นอกจากนี้ ภาชนะที่ทำจากแก้วยังเหมาะสำหรับการเก็บอาหารที่รับประทานไม่หมดอีกด้วย


เมลามีน

เมลามีนผลิตจากอะมิโนเรซินที่เป็นโพลีเมอร์ของเมลามีนกับฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งหากนำไปใช้ไม่ถูกต้อง เช่น ใส่อาหารร้อนจัด น้ำเดือด หรือนำไปใช้กับเตาไมโครเวฟ อาจทำให้ได้รับอันตรายจากสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่เป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินหายใจได้ สำหรับภาชนะเมลามีนที่ซื้อมาใหม่ ควรล้างด้วยน้ำเดือดก่อนการใช้งาน เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและฟอร์มาลดีไฮด์บางส่วนออกไป ไม่ควรใช้ใยสังเคราะห์ เช่น ฝอยเหล็กหรือสก็อตไบรท์มาขัดถู เพราะจะทำให้สารที่เคลือบผิวเมลามีนหลุดออก ทำให้มีริ้วรอย สีและโลหะหนักจะออกมาปนเปื้อนในอาหารได้ นอกจากนี้ รอยขูดขีดที่เกิดขึ้นอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้อีกด้วย

พลาสติก

หากการผลิตไม่คัดเลือกเม็ดพลาสติกที่มีคุณภาพและไม่ควบคุมวิธีการผลิตให้ดีแล้ว พลาสติกซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่เรียกว่า โพลีเมอร์ จะแตกตัวเป็นโมโนเมอร์ ละลายออกมาปนในอาหารได้ หากเป็นพลาสติกที่ผสมสี ตะกั่วและสารพิษในสีก็จะออกมาด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ในกระบวนการผลิตยังมีการใช้สารเคมีหลายชนิด ซึ่งอาจตกค้างอยู่บริเวณผิวหน้าพลาสติก หากสัมผัสถูกอาหารก็กลายเป็นสารก่อมะเร็งได้ ดังนั้น จึงต้องควบคุมคุณภาพภาชนะพลาสติกไม่ให้มีปริมาณโมโนเมอร์ สี และสารเคมีต่างๆ เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้ พลาสติกจะมีหลายเกรดซึ่งผลิตมาสำหรับการใช้งานเฉพาะอย่าง จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสม

  • อย่าใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารร้อนจัด อาหารที่มีรสเปรี้ยวหรืออาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด

  • ขวดพลาสติกใสที่บรรจุน้ำดื่มขาย ควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่ควรนำมากรอกน้ำดื่มใส่ตู้เย็น หากจะกรอกน้ำแช่ตู้เย็นควรเลือกขวดพลาสติกที่ผลิตมาโดยเฉพาะหรือขวดแก้วจะดีกว่า

  • ขวดพลาสติกใสที่บรรจุน้ำมันพืช น้ำปลา ซอส น้ำดื่ม อย่าเก็บในที่ร้อน เนื่องจากจะเร่งให้สารเคมีละลายออกมา

  • การล้างภาชนะพลาสติกควรระวังอย่าให้ขูดขีดเป็นรอยถลอก จะทำให้สารเคมีละลายออกมามากขึ้น
ภาชนะกับเตาไมโครเวฟ

การเลือกใช้ภาชนะบรรจุอาหารกับเตาไมโครเวฟ ควรเป็นภาชนะที่ไม่ดูดกลืนคลื่นไมโครเวฟและสามารถทนต่อความร้อนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้ดี ภาชนะที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ ภาชนะแก้ว หรือ แก้ว-เซรามิก รองลงมาคือ ภาชนะเซรามิกและภาชนะพลาสติก ตามลำดับ การเลือกใช้ภาชนะสำหรับเตาไมโครเวฟนั้นปัจจัยที่ควรพิจารณาอีกประการคือ ประเภทของการประกอบอาหารและอุณหภูมิที่ต้องใช้ ถ้าการประกอบอาหารที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงก็ควรหลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติกที่ทนความร้อนไม่สูง

ที่สำคัญสุดในการเลือกภาชนะบรรจุอาหารควรคือ ต้องเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตรา หรือเครื่องหมายการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า สินค้าเหล่านั้นได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพว่าได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคต่อไป




ที่มาข้อมูล : ASTVผู้จัดการออนไลน์
http://family.most.go.th
http://www.dss.go.th
http://www.dmsc.moph.go.th
https://www.myfirstbrain.com/Knowledge_View.aspx?Id=70491&Browsesub2s=1740




Insert movie times and more without leaving Hotmail®. See how.

กีวีผลไม้ของคนทั้งโลก

กีวีผลไม้ของคนทั้งโลก

กีวีไม้ผลประเภทเลื้อยเถาในเขตหนาวที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก มีถิ่นกำเนิดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แต่ได้พัฒนาให้กลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจโดยประเทศนิวซีแลนด์ และได้แพร่กระจายและปลูกเป็นการค้าในหลายๆ ประเทศ กีวีมีผลผลิตโดยรวมประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ 5 อันดับได้แก่ ประเทศอิตาลี นิวซีแลนด์ จีน ชิลี และฝรั่งเศส เป็นต้น



เรื่องราวของกีวีเกิดขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว เมื่อมิสชันนารีชาวนิวซีแลนด์คณะหนึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน และได้นำ ผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า "ไชนิส กูสเบอร์รี" (Chinese gooseberries) กลับมาด้วย และในปี พ.ศ.2407 ก็ได้นำกีวีไปปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์ครั้งแรก นั่นเอง

หลังจากที่ได้กีวีมาปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์แล้ว ด้วยสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ และอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืช ผลไม้ชนิดนี้จึงมีรสชาติดีขึ้น ชาวนิวซีแลนด์กินไชนิส กูสเบอร์รีกันเรื่อยมาจนกระทั่งปี พ.ศ.2502 พวกเขาจึงได้ตั้งชื่อ "กีวี่ฟรุต" (Kiwifruit) เป็นชื่อใหม่ของผลไม้ชนิดนี้ ตามชื่อนกกีวีที่เป็นนกสัญลักษณ์ของประเทศ (นกกีวี เป็นนกที่ไม่มีปีก พบเฉพาะในประเทศ นิวซีแลนด์ ชื่อกีวีตั้งตามเสียงร้องของมันโดยชาวเมารี มีขนสีน้ำตาล หรือเทา บางครั้งมีลายเป็นจุดๆ มีหัวขนาดเล็กและปีกเล็กๆ ยาวประมาณ 2 นิ้ว แต่ไม่มีหาง) และเพื่อบ่งบอกว่านี่คือผลไม้ที่ส่งออกไปจากนิวซีแลนด์

ในปี พ.ศ.2495 เป็นครั้งแรกที่ผู้ปลูกกีวีในนิวซีแลนด์ได้ส่งกีวีไปจำหน่ายยังสหราชอาณาจักร แต่ยังส่งไปในนามไชนีส กูสเบอร์รี

ปัจจุบัน นิวซีแลนด์พัฒนาคุณภาพกีวีจนเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถส่งออกกีวีไปยังผู้บริโภคใน 70 ประเทศ เฉพาะยุโรปทวีปเดียวก็ทำสถิติขายได้ปีละ 1.5 ล้านล้านผล รวมทั้งส่งกีวีมาจำหน่ายยังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย



สำหรับประเทศไทยโครงการหลวงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพันธุ์กีวีฟรุตจากประเทศนิวซีแลนด์เข้ามาปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ.2519 ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และพบว่ากีวีฟรุตบางพันธุ์สามารถออกดอกและติดผลได้ดี มีโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็นไม้ผลเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงได้ แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมายังคงไม่สามารถส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นอาชีพอย่างแพร่หลายได้ เนื่องจากพันธุ์กีวีฟรุตที่นำมาปลูกส่วนใหญ่เป็นชนิด A. deliciosa ซึ่งต้องการอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็น ผลผลิตกีวีฟรุตโครงการหลวงมีจำหน่ายจึงยังน้อยมาก คือ ประมาณ 3-4 ตันต่อปีเท่านั้น ปัจจุบันโครงการหลวงได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์กีวีฟรุตได้สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถปลูกได้ดีในสภาพอากาศที่ไม่หนาวเย็นนัก กีวีฟรุตจึงนับว่าเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพดีชนิดหนึ่งในอนาคต




  1. Actinidia deliciosa เป็นกีวีฟรุตที่ปลูกเป็นการค้ามากที่สุดของโลก ลักษณะโดยทั่วไปผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผิวผลสีน้ำตาล มีขน เนื้อผลสีเขียว มีปริมาณวิตามินซี 100-200 มิลลิกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Hayward สำหรับพันธุ์ที่ปลูกได้ค่อนข้างดีในประเทศไทย คือ พันธุ์ Bruno

  2. A. chinensis เป็นกีวีฟรุตชนิดที่เริ่มมีความนิยมที่ปลูกเป็นการค้าใหม่ๆ ขึ้นมามาก พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Hort16A ของนิวซีแลนด์ กีวีฟรุตชนิดนี้ต้องการความหนาวเย็นมากสั้นกว่า A. deliciosa จึงเป็นชนิดที่มีศัยกภาพในการปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย เช่น พันธุ์ Yellow joy จากประเทศญี่ปุ่น และพันธุ์ลูกผสมต่างๆ จากโครงการศึกษาและคัดเลือกพันธุ์กีวีฟรุตของโครงการหลวง ส่วนใหญ่กีวีฟรุตเนื้อผลมีสีเหลืองผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผิวผลสีน้ำตาล มีขนค่อนข้างสั้น มีปริมาณวิตามินซี ประมาณ 100-200 มิลิลกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม

  3. A. arguta มีชื่อเรียกว่า Baby Kiwi, Wee-kis หรือ Grape Kiwi เป็นกีวีฟรุตที่มีการปลูกเป็นการค้าแต่ยังไม่มากนัก ลักษณะโดยทั่วไปผลขนาดเล็ก น้ำหนักผลประมาณ 6-14 กรัม ผิวผลเรียบไม่มีขน รับประทานได้ทั้งเปลือก รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมมีปริมาณวิตามินซี ประมาณ 70-100 มิลลิกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Ananasnaya สำหรับประเทศไทยมีหลายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าศักยภาพดี


กีวีเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมายที่มีประโยชน์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย มีข้อมูลและรายงานการวิจัยมากมายที่สนับสนุนคุณค่าของกีวีและการบริโภคกีวี ลิลลี่ ดรัมมอนด์ Food Science Advisor ที่ พลานท์ แอนด์ ฟู้ด รีเสิร์จ บรรยายว่า ในกระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (ซึ่งเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราบริโภคอาหาร) จะเกิดอนุมูลอิสระที่เรียกว่า "ออกซิแดนท์" ซึ่งทำให้เกิดความเสื่อมต่อเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย (ทำลาย DNA) เมื่อเซลล์เสื่อมก็ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคไม่พึงประสงค์ต่างๆ ขั้นต้นก็ผิวพรรณร่วงโรยไม่สดใส ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่า เกิดการอักเสบต่างๆ ไปจนถึงโรคหนักๆ อย่างโรคหลอดเลือด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และมะเร็ง แต่กีวีได้ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นผลไม้ที่มี วิตามินซี และวิตามินอีในสัดส่วนสูง ซึ่งวิตามินทั้งสองชนิดนี้เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (ตัวต้านออกซิแดนท์) ที่ทรงประสิทธิภาพมาก


  • กีวี 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 167% ของ RDA (Recommended Daily Allowance) ให้วิตามินซีมากกว่าการบริโภคแอปเปิล ส้ม กล้วย แครนเบอร์รี องุ่น ลูกแพร์ ทับทิม ในปริมาณที่เท่ากัน

  • วิตามินอีในกีวีเป็นวิตามินอีที่อยู่ในแหล่งอาหารที่ปราศจากไขมัน จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ในตัว ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจด้วย

  • โพแทสเซียม (331 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหัวใจวาย โพแทสเซียมช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ผู้มีอายุต้องการโพแทสเซียมช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเส้นใยประสาท กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง แต่กล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงานสูงกว่ากีวีถึง 2 เท่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำคงเผาผลาญพลังงานไปได้ แต่สำหรับคนที่ขาดการออกกำลังกาย พลังงานส่วนเกินที่ได้รับมีผลต่อน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้น

  • ไฟเบอร์ (3.4 กรัม/กีวี 100 กรัม) ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างสุขภาพดีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 38 ราย กลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารตามปกติ อีกกลุ่มรับประทานอาหารตามปกติเช่นกันและกินกีวีด้วยอัตรากีวี 1 ผล/น้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินกีวีด้วยนั้นขับถ่ายสะดวกและสม่ำเสมอกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติอย่างเดียว ผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ให้เส้นใยอาหาร (Fibre หน่วยกรัม/100 กรัม) เช่น ลูกแพร์ 2.2, แอปเปิล 1.8, ส้ม 1.7, กีวีสีทอง 1.4, กล้วยหอม 1.1, กรัม, องุ่น 0.7

  • โฟลเลต คือแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ (หมายถึงโครงสร้างร่างกายทั้งหมด) เช่น การสร้างอวัยวะทารกในครรภ์ การสร้างเม็ดเลือด การสร้างสารพันธุกรรมในร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดโฟลเลตมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความพิการทางสมองและระบบประสาท กีวี 1 ผล ขนาด 76 กรัม มีโฟลเลต 19 ไมโครกรัม หรือ 5% ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน (RDA)

  • แมกนีเซียม (30 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไปใช้สร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแมกนีเซียม กระดูกที่แข็งแรงช่วยให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้คล่องตัวขึ้น และมีความสุขกับชีวิตได้เต็มที่ แมกนีเซียมที่มีในผลไม้ชนิดอื่น (หน่วยมิลลิกรัม/100 กรัม) เช่น กล้วยหอม 34, กีวีสีทอง 14.5, ส้ม 10, องุ่นและลูกแพร์ 7, ส้ม 5

  • ซิงก์ แร่ธาตุชนิดนี้มีความสำคัญสำหรับเด็กหนุ่มและผู้ชายทุกคน เพราะเป็นแร่ธาตุที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโตสเตอโรน)
จากผลการศึกษาในนิวซีแลนด์และยุโรปพบว่า การรับประทานกีวี 2 ผล/วัน จะช่วยลดภาวะที่เซลล์จะถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ถูกทำลายจากกระบวนเผาผลาญอาหารของร่างกายได้อีกด้วย รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกายังพบประโยชน์อีกว่า เมื่อกินกีวีพร้อมหรือกินหลังอาหาร - โดยเฉพาะหากอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีไขมันมาก - แร่ธาตุในกีวีจะช่วยลดสภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอได้ด้วย



ที่มาข้อมูล : กรุงเทพธุรกิจ
http://e-learning.konmun.com
https://www.myfirstbrain.com/Knowledge_View.aspx?Id=70535&Browsesub2s=1740






Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

อีกหนึ่งชีวิตปริศนา?'ซัน'คน(ไม่อยาก)เห็นเคราะห์

อีกหนึ่งชีวิตปริศนา?'ซัน'คน(ไม่อยาก)เห็นเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 07 มิถุนายน 2552 เวลา 0:00 น

  

“ไม่มีใครอยากคิดว่าตัวเองบ้าหรอกครับ !!” เป็นประโยคที่ “ซัน-สุรพัฒน์ ศิริรัตนสิทธิ์” ชายหนุ่มที่มีคนบอกว่าเขาก็เป็น “ผู้เห็นเคราะห์-เห็นกรรม” ซึ่งก็แน่นอนว่าความคิดเห็นของผู้คนที่รับรู้เรื่องราว   ก็ย่อมแบ่งออกเป็นฝ่าย เชื่อ-ไม่เชื่อ แต่วันนี้ทีม “วิถีชีวิต” จะพาไปลองสัมผัสกับบางแง่มุมชีวิตของเขาคนนี้...
   
ซัน-สุรพัฒน์ เล่าว่า ที่จริงเขาเรียนจบปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์การปกครองจากต่างประเทศ ซึ่งสำหรับประสบการณ์ในการ “เห็น” นั้น เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ โดยเขาเริ่มมองเห็นวิญญาณตอนอายุประมาณ 7 ขวบ แต่ก็ยังไม่ทราบว่าสิ่งที่เห็น-ที่สัมผัสได้ แท้จริงแล้วคือคนที่ตายไปแล้ว มาปะติดปะต่อและแจ่มชัดก็หลังจากรายชื่อคนที่เขาได้บอกเล่าให้ครอบครัวฟัง โดยเฉพาะบอกกับคุณแม่ เผอิญตรงกับชื่อของคนที่ตายไปแล้ว 
   
“คุณแม่บอกกับผมว่าซันคุยกับคนตายได้เหรอ เพราะชื่อที่ผมบอกคุณแม่ไปเป็นชื่อของคุณลุงที่ตายไปแล้ว ตอนที่ผมไปเรียนต่างประเทศเพื่อนก็มักจะบอกเราว่า เฮ้ย ! ซันแกมีซิกซ์เซ้นส์หรือสัมผัสที่หกด้วยเหรอ เราก็เออออไป แต่ถามจริง ๆ ตอนนั้นเรายังไม่เข้าใจหรอก จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย มีโอกาสได้ร่วมบูรณะวิหารหลวงพ่อขาว ทำให้ได้รู้จักกับพ่อใหญ่ (พระศิวะ) ท่านก็ให้ผมช่วยคน จริง ๆ ในใจผมก็ค้านตัวเองตลอด ผมเคยไปหาจิตแพทย์ ทั้งตอนที่อยู่เมืองนอก และที่เมืองไทย เขาก็หาข้อสรุปให้ผมไม่ได้ แต่เขาก็ต้องค้านผม”
   
ซันเล่าถึงภาพที่มักจะเห็นเป็นประจำว่า ไม่ต่างอะไรกับภาพยนตร์ คือมีจุดเริ่มต้นของเรื่อง จากนั้นก็ดำเนินไปจนถึงตอนจบ เพียงแต่ภาพยนตร์ที่เขาเห็นนั้นเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ของคน ๆ หนึ่งที่เกิดขึ้น และดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เกิดจนคนนั้นตาย “มันจะเป็นภาพที่วิ่งเร็วมาก ๆ จนผมต้องจับใจความให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เมื่อทราบแล้วว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร หน้าที่ต่อไปก็ต้องอธิบายให้คนที่เราเห็นได้ฟัง ได้รับรู้ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคตของเขาเป็นอย่างไร” ชายหนุ่มที่ถูกกล่าวขานกันว่าเห็นเคราะห์กรรมระบุ
   
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มคนนี้บอกว่า ถ้าเลือกได้ไม่อยากที่จะมองเห็น ไม่อยากมีความสามารถพิเศษตรงนี้ ยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดที่มองเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้อื่น แต่ก็ต้องน้อมรับตรงนี้ไว้ แม้ไม่อยากได้ ซึ่งถึงวันนี้เขาเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อหน้าที่บางอย่าง เขาเองเคยมีคนมาบอกว่าตัวเขามีกรรมที่ต้องชดใช้ด้วยการต้องไปนั่งรับรู้เรื่องชาวบ้าน และก็มีบุญประกอบให้ใช้ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยจุดเริ่มต้นของการทักเคราะห์กรรมคนอื่น เริ่มต้นจากผู้หญิงคนหนึ่ง เหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณปี 2548 เขาได้พบผู้หญิงคนนี้ตอนที่กำลังเล่นฟิตเนสอยู่ ภาพที่เห็นทำให้เขาตกใจ เพราะเป็นภาพของผู้หญิงคนนี้ถูกอัดก๊อบปี้อยู่ในรถ เป็นภาพแวบเดียว
   
“ผมบอกเขาว่าพี่ครับพี่ต้องระวังนะ พี่จะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผมบอกเขาวันที่ 28 ม.ค. และเขาเสียชีวิตวันที่ 7 ก.พ. เร็วมาก นี่ทำให้ผมเชื่อในสิ่งที่ผมเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมเชื่อมาตลอดว่าผมเป็นโรคประสาท ผมว่าไม่มีใครอยากคิดว่าตัวเองบ้าหรอกครับ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น เราหรือใครก็หาคำตอบไม่ได้”
   
ซันบอกต่อไปว่า แม้ไม่อยากจะคิดว่าตัวเองเป็นบ้า แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งภาพและเสียงแปลก ๆ ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองบ้าไปแล้วจริง ๆ ยิ่งภาพที่ได้เห็นส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่หดหู่ก็ยิ่งทำให้เขาเกิดความสับสน หลังจากเคยพึ่งหมอดูแต่ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน จึงตัดสินใจเข้าปรึกษาจิตแพทย์ โดยจิตแพทย์ระบุว่าอาการต่าง ๆ ที่เกิดเป็นเพราะเขากำลังปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ที่แตกต่าง สรุปง่าย ๆ คือทุกสิ่งเกิดจากการที่ตัวเขาคิดไปเอง แต่แม้จะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของจิตแพทย์อย่างเคร่งครัด ทานยาเป็นประจำสม่ำเสมอ ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายจึงตัดสินใจยอมรับ ไม่ปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองอีกต่อไป
   
“ผมไปหาจิตแพทย์ทั้งเมืองนอก เมืองไทย ที่เมืองไทยจิตแพทย์คนหนึ่งก็ดูแลผมอยู่ระยะหนึ่ง แต่อาการผมก็ไม่ดีขึ้น จนท้ายที่สุดเขาก็สรุปสาเหตุให้ผมไม่ได้ แต่เขาบอกว่าเขาต้องค้านผม เพราะไม่เช่นนั้นคนไทยจะงมงาย ผมเลยตัดสินใจว่าจะเป็นอะไรก็เป็น ต่อไปนี้จะไม่ปฏิเสธแล้ว” 
   
การเห็นเคราะห์-กรรมผู้อื่นถือเป็นเรื่องท้าทายหรือไม่ ? เรายิงคำถาม ซันตอบว่า ไม่ใช่ท้าทาย เพราะไม่ได้ไปฝืนหรือลองดี เพียงแต่บอกให้คนที่ถูกเจ้ากรรมนายเวรทวงคืนได้รับทราบ จะได้ปรับปรุงตัวโดยทำความดี เมื่อทำความดีแล้วก็จะช่วยให้เจ้ากรรมนายเวรได้หลุดพ้นด้วยบุญที่ทำให้เขา ซึ่งการจะหลุดพ้นก็ต้องอโหสิกรรม
   
“ที่เรารู้สึกว่าหนักจริง ๆ ก็อย่างเคสน้องคนหนึ่งซึ่งป่วยเป็นโรคผิวหนังแห้งตกสะเก็ดและมีเลือดไหลซึมตามแผล รักษาตัวมานานกว่า 12 ปี มันเป็นอะไรที่เรารู้ แต่แก้ไขไม่ได้ อย่างที่เราบอก ว่าความพิเศษตรงนี้เราเองก็ไม่อยากมี ไม่อยากไปรับรู้เรื่องของคนอื่น ๆ เพราะบางครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกหดหู่”
   
ถามเขาต่อไปว่า ในเมื่อเห็นกรรมคนอื่นได้ แล้วสามารถเห็นกรรมตัวเองด้วยหรือไม่ ? เขาอธิบายว่ากรรมของเขาเป็นกรรมที่เรียกว่า “กรรมปวารณา” ที่ต้องทำความดีและไขบุญ-บาปให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ แต่ก็มีหลายคนที่พยายามลองของ กล่าวหาว่าที่เขาตั้งตัวทำอย่างนี้ก็เพราะต้องการหาผลประโยชน์ ซึ่งเขายืนยันว่าไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องทำแบบนี้ เพราะชีวิตปัจจุบันเขาเองก็ไม่ได้เดือดร้อนแต่อย่างใด อีกอย่างเขายืนยันว่าไม่จำเป็นต้องสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เคยใช้ชีวิตอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องอุปโลกน์ตัวเองให้เป็นนั่นเป็นนี่
   
“ผมก็แต่งตัวธรรมดา ไม่ต้องนุ่งขาวห่มขาว ไม่ต้องไว้หนวดไว้เครา และผมไม่คิดจะทำเป็นอาชีพ ที่ผ่านมาก็มีคนด่าเราเยอะ อาจเพราะเราไปขัดผลประโยชน์เขา คนมาขอหวยก็มี แต่เราก็จะบอกว่า เราไม่ได้เป็นผี ให้หวยใครไม่ได้ อีกอย่างเราเห็นกรรม แต่เราไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะถ้าเราทำจะโดนเล่นงานอย่างหนักเลย เราก็เคยโดน เคยโกงข้อสอบ ผลสรุปมันออกมาเราแย่ทุกครั้ง เช่น เป็นไข้ ท้องเสียรุนแรง ขาพลิกเดินไม่ได้ เราก็จะรู้ว่าเราถูกลงโทษ ความสามารถพิเศษตรงนี้ เราต้องใช้ให้ดี ถ้าฉกฉวยก็จะได้รับกรรมแสนสาหัส
   
ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้สร้างภาพ เราก็ยอมรับว่าเราไม่บริสุทธิ์ครบตลอดเวลา เราเองก็ยังต้องใช้ชีวิตในสังคมอยู่ เรายังไปเที่ยว ยังมีดื่มบ้าง อย่างเวลาไปเที่ยวเราก็ดื่มเบียร์ 2 ขวดเล็ก แล้วก็หยุด กินให้เป็นกระสาย ถามว่าถือศีลไหม ถือ แต่ใช้สติปัญญาในการถือ แม้แต่การทำบุญผมก็ขอย้ำว่า การทำบุญที่ดีต้องทำแล้วเห็นประโยชน์ ต้องเกิดจากใจ ไม่ใช่สักแต่ทำ การทำบุญก็ต้องมีสติ ใช้ปัญญาในการทำด้วย” ซันกล่าว

และนี่ก็เป็นบางแง่มุมชีวิต-ความคิด ของ “ซัน-สุรพัฒน์ ศิริรัตนสิทธิ์” ชายหนุ่มที่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นอีกชีวิตหนึ่งที่ “เห็นเคราะห์-เห็นกรรม” ของคนอื่น ที่แม้แต่ตัวเขาเองเขาก็บอกว่าไม่อยากจะเห็น...
   
ก็สุดแท้แต่จะใช้วิจารณญาณ !!.

คำว่า 'สะเดาะเคราะห์' ไม่มี !?!
   
ซันบอกว่า... ทุกคนจะอยากรู้มากว่าจะรับมือกับเจ้ากรรมนายเวรอย่างไร ซึ่งสำหรับเขาเองบอกได้เลยว่า... “คำว่าสะเดาะเคราะห์ ไม่มี” ดังนั้น หากใครสักคนมาบอกให้สะเดาะเคราะห์แล้วจะช่วยได้ เขาคิดว่าเป็นเรื่องไม่จริง สำหรับวิธีของเขา คือเขาจะบอกให้คนที่เขา “เห็น” ว่ากำลังถูกเจ้ากรรมนายเวรทวงคืน ต้องไปทำการแก้ไขด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมาให้เงินให้ทองกับเขา เพราะกรรมของใครย่อมเป็นกรรมของคนนั้น
   
“การที่เราจะให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ เราก็ต้องทำดีให้เขา เราต้องทำดีให้ตัวเราด้วย พอถึงจุดหนึ่งเจ้ากรรมนายเวรเขาก็จะอโหสิกรรมให้เราเอง โดยไม่ต้องบอกว่าฉันทำดีแล้ว ทำไมไม่พอใจอีก ต้องเข้าใจว่าเราไม่มีสิทธิไปต่อรองกับเขา และจะทำอะไรทุกอย่างก็มีเหตุมีผลรองรับตลอด การจะทำบุญอย่างปล่อยปลา บางทีแทนที่จะได้บุญกลับได้บาป เอาปลาตัวเล็กไปปล่อยก็ถูกปลาใหญ่กินหมด การทำบุญต้องมีปัญญาด้วย
   
การทำบุญต้องทำด้วยสติปัญญา คนไทยยึดติดกับหลายเรื่องมาก ทำบุญต้องเลข 9 ผมว่าไม่จำเป็น ทำบุญทำได้ตลอด ทำได้เรื่อย ๆ แต่ต้องเติมในส่วนที่ขาด ตรงไหนที่เต็มอยู่เราก็ไม่ควรไปเติมให้มันล้น การทำบุญต้องมาจากใจ ให้ถูกต้อง และถูกหลัก ถึงจะเกิดผล...” เป็นคำแนะนำจาก เขาคนนี้.

เชาวลี  ชุมขำ : รายงาน/จเร รัตนราตรี : ภาพ

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&contentId=3057&categoryID=524

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ความเชื่อต้องห้ามขณะมีประจำเดือน

ความเชื่อต้องห้ามขณะมีประจำเดือน

วันอาทิตย์ ที่ 05 กรกฎาคม 2552 เวลา 0:00 น

  

ทราบหรือไม่ว่า ความเชื่อกับพฤติกรรมแบบไหนที่ควรทำหรือไม่ควรทำขณะมีประจำเดือน วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก...

- ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงที่มีประจำเดือน เป็นความเชื่อตั้งแต่อดีต เมื่อเวลามีประจำเดือน ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการแปรปรวน ภูมิคุ้มกันลดลง การอาบน้ำเย็นจะทำให้ร่างกายต้องปรับอุณหภูมิตาม อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่มีประจำเดือนสามารถอาบน้ำเย็นในระดับอุณหภูมิปกติได้

- ห้ามรับประทานน้ำแข็งหรือของเย็น บางคนประจำเดือนมาต้องหลีกเลี่ยงการกินน้ำแข็งหรือของเย็นทุกที เป็นเพราะความเชื่อที่มีมาแต่เดิม แต่ในความเป็นจริง สามารถที่จะรับประทานน้ำแข็งหรือของเย็นได้ตามปกติ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป

- ห้ามออกกำลังกายเวลาขณะมีประจำเดือน เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะความจริงแล้วการออกกำลังกายเป็นประจำ ร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมา สารนี้จะทำให้เกิดความสุข ช่วยผ่อนคลายความเครียด และช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ดังนั้นการออกกำลังกายจึงเป็นวิธีป้องกันอาการผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการมีประจำเดือนได้

- ห้ามมีเพศสัมพันธ์ขณะที่มีประจำเดือน ความเชื่อในเรื่องนี้คงจะไม่ใช่ข้อห้าม แต่ก็ควรจะระมัดระวังในเรื่องความสะอาดให้มากกว่าปกติ เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้นควรที่จะรักษาความสะอาดเป็นพิเศษทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

- ห้ามลงเล่นน้ำ เป็นความเชื่อในเรื่องของความสะอาด เพราะในน้ำ อาจจะมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนอยู่ อาจทำให้เชื้อโรคเข้าไปในช่องคลอด ทำให้เกิดการอักเสบได้ ดังนั้นถ้าอยากจะลงเล่นน้ำในสระว่ายน้ำก็คงจะต้องเลือกสระว่ายน้ำที่ สะอาด เลือกช่วงเวลาที่ไม่มีคนใช้บริการมากนัก และก็ควรที่จะใช้ผ้าอนามัยแบบสอดก่อนที่จะลงว่ายน้ำ

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองพิจารณาดูว่าสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำขณะมีประจำเดือน.

'หัวใจเต้นผิดจังหวะ' สัญญาณอันตราย...


'หัวใจเต้นผิดจังหวะ' สัญญาณอันตราย...

วันอาทิตย์ ที่ 05 กรกฎาคม 2552 เวลา 0:00 น

  

หยุดหายใจเฉียบพลัน!!

"ตุบ ๆ ๆ ๆ ๆ” คุณเคยมีอาการหัวใจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป และเจ็บหรือแน่นหน้าอกบ้างหรือไม่? หากพบว่ามีอาการดังกล่าวอย่านิ่งนอนใจ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนการทำงานที่ผิดปกติของหัวใจที่เป็นอันตราย อาจถึงขั้นเสียชีวิตเฉียบพลันได้!!
   
หัวใจ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย การที่หัวใจจะทำงานได้ดีต้องมีระบบหลอดเลือดไปเลี้ยงเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและมีเซลล์ ที่ทำหน้าที่เสมือนระบบไฟฟ้าในหัวใจทำหน้าที่ให้จังหวะการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ โดยมีแหล่งให้กำเนิดไฟฟ้าและทางนำกระแสไฟฟ้าที่เป็นเซลล์ชนิดพิเศษแตกต่างจากเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจนำกระแสไฟฟ้าไปยังเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจชนิดอื่นทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยปกติคนเรามีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 60-100 ครั้งต่อนาที ถ้านอนพักผ่อนมีอัตราการเต้น 60 ครั้งต่อนาที อัตราชีพจรเพิ่มขึ้นได้ ถ้าร่างกายมีความต้องการเพิ่มขึ้น เช่น ทำงานบ้าน หรือมีอาการตื่นเต้น แต่ถ้านั่งอยู่ดี ๆ หัวใจเต้นเร็วขึ้นมาทันทีจาก 80 ครั้งต่อนาทีเป็น 160 ครั้งต่อนาที แสดงว่าเป็น “ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ”
   
ศ.นพ.เกียรติชัย ภูริปัญโญ อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ให้ความรู้ว่า ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนี้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ คือเกิดจากความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจ หรือสองอย่างรวมกัน พบได้จากโรคหัวใจหลายชนิด เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติหรือหลอดเลือดหัวใจตีบตันและไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร สามารถเป็นได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุสูงขึ้นจะมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น!!
   
“เมื่ออายุมากขึ้นจะพบว่าหัวใจเราเสื่อมสภาพทำให้กล้ามเนื้อหัวใจมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมลง เหมือนเวลาเรา แก่ตัวลงผิวหนังจะเหี่ยวมีรอยย่น ฉะนั้นหัวใจก็มีรอยโรคเหมือนกับอวัยวะส่วนอื่น ทำให้เป็นจุดกำเนิดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาจเรียกว่าเสื่อมสภาพตามอายุ”
   
อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบ่งได้เป็นกลุ่ม ๆ คือ “วงจรลัดไฟฟ้า” เกิดได้จากเด็กอายุยังน้อยหรือเป็นมาตั้งแต่กำเนิด อาการจะรุนแรงช่วงอายุ  ประมาณวัยรุ่น เกิดจากทางเดินไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติอาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้หัวใจเต้นเร็วเฉียบพลัน มีอาการใจสั่นและเหนื่อยมาก แต่หัวใจจะเต้นเร็วเพียงไม่กี่นาที บางรายอาจเป็นติดต่อกันเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน บางครั้งสามารถหายไปเองหรือถ้ามีอาการนานเกินไปควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาเพราะหัวใจอาจทำงานไม่พอเพียงและมีโอกาสเสียชีวิตได้ 3%
   
“การเต้นหัวใจสะดุด” หรือตกวูบ ส่วนใหญ่ผู้หญิงเป็น มากกว่าผู้ชายและผู้มีอายุประมาณ 30-40 ปี โดยกล้ามเนื้อหัวใจ        บางตำแหน่งอาจมีการเสื่อมสภาพ จึงเกิดหัวใจสะดุดเป็นครั้งคราว เต้น ๆ หยุด ๆ เต้นเร็วบ้าง ช้าบ้างไม่อันตรายถึงชีวิตถ้าการทำงานหัวใจเป็นปกติ แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าหัวใจเต้นไม่เป็นปกติ มีอาการหวิวหรือวูบหรือเหนื่อยง่าย จึงวิตกว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิตทำให้ดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำงานไม่ได้ตามปกติซึ่ง การเต้นหัวใจสะดุดอาจเกิดจากความผิดปกติของหัวใจช่องบนหรือหัวใจช่องล่างก็ได้ 
   
“หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ”  ตามธรรมชาติของมนุษย์ชีพจรจะเต้น 60-100 ครั้งต่อนาที ในเด็กอาจจะประมาณ 110-120 ครั้งต่อนาทีถือเป็นปกติ แต่ถ้าอายุมากขึ้นจะพบว่าชีพจรเต้นช้าลงตามลำดับ ในผู้ป่วยที่จุดกำเนิดไฟฟ้ามีการเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร อาจมีชีพจรช้าถึง 30-40 ครั้งต่อนาทีหรือมีหัวใจหยุดเต้นเป็นช่วง ๆ นานถึง 3-8 วินาที จึงทำให้มีอาการวูบหรือเป็นลมหมดสติ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักไม่เสียชีวิตจากหัวใจแต่เกิดขึ้นจากการล้มขณะหมดสติ เช่น กระดูกหัก หรือเลือดออกในสมอง การรักษาด้วยยามักไม่ได้ผลจึงควรรักษาด้วย การใส่เครื่องกระตุ้นช่วยการทำงานของหัวใจได้ผลในการรักษาเกือบ 100% ถึงแม้จะมีราคาสูงแต่มีอายุการใช้งานได้ถึง 8-10 ปี ส่วน “การเต้นหัวใจสั่นพลิ้ว”  ของหัวใจส่วนบน พบมากในผู้ที่มีอายุสูงขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการ  สั่นพลิ้วของหัวใจช่องบนซ้าย มีลักษณะคล้ายกับคนหัวใจตกวูบทั่วไปมีอาการใจสั่นเต้นเร็วไม่สม่ำเสมอ บางครั้งมีอาการเหนื่อย เจ็บหน้าอก แต่อาการที่สำคัญ คือหัวใจเต้นพลิ้วมีหลายจุด ที่พยายามทำให้หัวใจหดและมีการหดตัวขยุกขยิกเหมือนตัวหนอน ทำให้สูบฉีดเลือดจากช่องบนไปช่องล่างไม่ได้จึงมีเลือดค้างในช่องบนเกิดลิ่มเลือด ภายในหัวใจได้และอาจหลุดไปอุดตันอยู่ที่เส้นเลือดสมองเกิดเป็นอัมพฤกษ์ได้อีกด้วย
   
“การเต้นผิดจังหวะแบบอันตรายจากหัวใจช่วงล่าง” เกิดจากการสั่นพลิ้วหัวใจห้องล่างซ้ายถือว่าอันตรายมากเพราะห้องล่างซ้ายเป็นห้องที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายทั้งหมด หากหัวใจห้องล่างซ้ายสั่นพลิ้วทำให้หัวใจไม่บีบตัวเพื่อส่งเลือดทำให้ไม่มีเลือดออกจากหัวใจและหากรักษาไม่ทัน  ภายใน 4-5 นาที จะทำให้เซลล์สมองตายแบบถาวร ถ้าผู้ป่วยรอดชีวิตจากการปั๊มหัวใจแต่การทำงานของสมองเสียไปจะเหมือนเป็นคนพิการ
   
อาการของแต่ละกลุ่มแตกต่างกันออกไปถ้าคนไข้มารักษาต้องวินิจฉัยก่อนว่าเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิดใด โดยการสอบถามประวัติและวินิจฉัยด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ จะพบความผิดปกติเมื่อผู้ป่วยมีอาการขณะตรวจ ส่วนผู้ป่วยที่ไม่มีอาการขณะตรวจจะไม่พบความผิดปกติ ในกรณีเช่นนี้แพทย์จะใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบติดเทปบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงเพื่อติดตามอาการเพื่อวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจช่วยวินิจฉัยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะได้แน่นอนขึ้น  
   
ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการอยู่และหาสาเหตุอื่นไม่พบจะทำการตรวจสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจโดยการใส่สายสวนหัวใจคล้ายกับการทำบอลลูนเพื่อทำการตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าภายในหัวใจและกระตุ้นให้มีอาการจะสามารถวินิจฉัยได้ บางทีหากผู้ป่วยไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรงไม่ต้องรักษา แต่ให้พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ความเครียด ยาบางชนิด  ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น และถ้ามีอาการพอสมควรอาจพิจารณารักษาด้วยการรับประทานยา ส่วนในกรณีหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะเกิดจากการลัดวงจรไฟฟ้า การเต้นหัวใจสะดุด หัวใจเต้นช้ากว่าและหัวใจสั่นพลิ้วช่องบน ในปัจจุบันการรักษาที่ดีที่สุดคือ การจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านสายสวนหัวใจ โดยทั่วไปได้ผลดีกว่าการรับประทานยา สำหรับหัวใจสั่นพลิ้วช่องล่างไม่สามารถจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้าได้ต้องทำการรักษาโดยฝังเครื่องช็อตไฟฟ้าแบบอัตโนมัติจะสามารถรักษาให้หายได้
   
การจี้ด้วยคลื่นไฟฟ้าในปัจจุบันมีเครื่องคาร์โตซาวนด์ “CARTOSOUND” เป็นนวัตกรรมในการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่แสดงตำแหน่งหัวใจเต้นผิดปกติได้รวดเร็ว แม่นยำ ช่วยให้แพทย์สามารถใช้คลื่นวิทยุตัดวงจรไฟฟ้าที่ผิดปกติในหัวใจได้ ทำให้การนำไฟฟ้าจุดที่ผิดปกติถูกทำลาย หัวใจจะไม่เต้นผิดปกติอีกได้ถึง 80-90%
   
ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติส่วนหนึ่งไม่มีอาการทำให้ไม่ตระหนักถึงความสำคัญ ดังนั้นเมื่อเราทราบเช่นนี้แล้ว หากเริ่มมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อนจะสายเกินไป เพราะจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความสามารถของแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาให้หายได้หรือควบคุมอาการได้เกือบ 100%.

สรรหามาบอก


 โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล พหลโยธิน ขอเชิญคุณแม่มือใหม่ที่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงอายุครรภ์ 4 เดือน ฟังสัมมนาและร่วมโครงการ “Baby Genius” เพื่อเติมเต็มพัฒนาการและความสมบูรณ์ในด้านต่าง ๆ ของลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์สู่การสร้างอัจฉริยภาพในทุก ๆ เดือนจนถึงเดือนที่ 9 โดยวิทยากรชื่อดังวนิษา เรซ (หนูดี) เปิดรับสมัครคุณแม่ 100 ท่านแรกจนถึง 31 กรกฎาคม 2552 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2279-7000 ต่อ 1594, 3705 ด่วน ! รับจำนวนจำกัด
   
- คลินิกศัลยกรรมทั่วไปโรงพยาบาลปิยะเวท ขอเชิญประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนาให้ความรู้เรื่อง “วิวัฒนาการใหม่...รักษามะเร็งต่อมลูกหมากได้ด้วยการฝังแร่” รับฟังสาระดี ๆ เกี่ยวกับมะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุ อาการ รวมถึงวิธีการรักษาและทำความรู้จักกับวิวัฒนาการใหม่ ๆ การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการฝังแร่ ใน วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552 เวลา 08.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 อาคารตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 0-2625-6555                                        
   
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ขอเชิญชวนผู้ที่มีปัญหาผิวพรรณหรือผู้ที่สนใจร่วมฟังบรรยายในหัวข้อ “ผิวหนัง” ใน วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2552 เวลา 09.00-11.30 น. โดยนายแพทย์สุมนัส บุณยะรัตเวช อาจารย์ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ณ ห้องประชุม 7008 ชั้น 7 ตึกสยามมินทร์ โรงพยาบาลศิริราช โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-2419-7419, 0-2419-8990.

เคล็ดลับสุขภาพดี

กิน 'กะหล่ำปลี' ลดอ้วน ช่วยต้านสารพัดโรค


กะหล่ำปลี เป็นผักชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางสารอาหารไม่แพ้ผักชนิดอื่น  อีกทั้งยังหารับประทานได้ง่ายในบ้านเรา ซึ่ง ล่าสุดมีผลวิจัย พบสารช่วยลดความอ้วน ทำให้สาว ๆ มีทางเลือกแบบธรรมชาติอีกทางในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อหุ่นสวย ไม่ต้องเสี่ยงใช้ยาลดความอ้วนเพราะอาจทำให้เสียชีวิตเหมือนที่ตกเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง
   
กะหล่ำปลี นอกจากจะช่วยลดความอ้วนแล้วยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย โดยจัดอยู่ในอาหารประเภทผักที่ให้ประโยชน์กับร่างกายเพราะมีวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะกะหล่ำปลีดิบ มีวิตามินซีสูง คนไทยมักนิยมรับประทานดิบเป็นผักแกล้มกับลาบ ส้มตำ และไส้กรอกอีสาน อาจารย์สง่า ดามาพงศ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กรมอนามัยและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้ความรู้ว่า ผลการ  วิจัยดังกล่าวบอกว่า กรดทาร์ทาริกที่พบในกะหล่ำปลีนั้นช่วยยับยั้งขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายไปเป็นไขมันได้ แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องรับประทานจำนวนมากน้อยแค่ไหน ทาง ที่ดีเราไม่ควรรับประทานแบบจำนวนมาก ๆ หรือซ้ำซากจำเจ เพราะการรับประทานกะหล่ำปลีมากเกินไปอาจทำให้มีปัญหาเรื่องต่อมไทรอยด์ได้
   
อย่างไรก็ดี กะหล่ำปลีถือว่าเป็นผักที่ มีคุณค่าทางโภชนาการมากชนิดหนึ่ง เพราะมีกากใยอาหารที่ช่วยดูดซับไขมันและน้ำตาล รวมทั้งมีแคโรทีนต่ำจึงไม่ให้พลังงาน เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้รู้สึกอิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง จึงช่วยในการลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีสูงช่วยในการต้านอนุมูลอิสระลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งทุกชนิด ถ้ารับประทานแบบสด ๆ จะได้วิตามินซีอย่างเต็มที่ แต่หากนำไปปรุงสุกอาจสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปเพราะวิตามินซีไม่สามารถทนความร้อนได้ แต่เราสามารถรับประทานชดเชยได้จากผักและผลไม้ชนิดอื่นหลากหลายชนิด ดังนั้นจึงควรรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้สลับกันไปให้ครบ 5 หมู่ และ ที่สำคัญเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากะหล่ำปลีเป็นผักมีสารปนเปื้อนมากเพราะใช้ยาฆ่าแมลงสูง แต่ก็มีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย ดังนั้นก่อนรับประทานเราจึงควรนำมาล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธี เสียก่อน โดยการแกะกลีบออกมาล้างน้ำหรือน้ำเกลือหรือน้ำยาล้างผักทีละกลีบ รวมทั้ง  รับประทานดิบและสุกสลับกันไป.

ทีมวาไรตี้

http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=486&contentID=6454
--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ความในใจจากแม่...แล้วจะรู้ว่าแม่รักลูกแค่ไหน


ความในใจจากแม่…แล้วจะรู้ว่าแม่รักลูกแค่ไหน
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 4 กรกฎาคม 2552 00:03 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น



“สุกัญญา มิเกล” เมื่อเอ่ยถึงเธอคนนี้ หลายคนอาจนึกถึงใบหน้า รูปร่าง และท่าทางของอดีตนางแบบผู้หนึ่ง หลายคนอาจนึกถึงนักร้องร็อกเกอร์ บนเวทีคอนเสิร์ต ที่เรียกเสียงจากแฟนเพลงได้ไม่น้อย และเชื่อว่าบางคนอาจจดจำน้ำเสียง และลีลาห้าวหาญของเธอที่ปรากฏอยู่บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
       
       ในวันนี้ภาพลักษณ์หญิงแกร่งของ “สุกัญญา มิเกล” อาจเปลี่ยนไป เมื่อล่าสุดเธอได้เปิดตัวหนังสือ Lorbeer & Me “เด็กหญิงชุดแดง บนหาดทรายสีขาว” ผลงานเขียนที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตในครอบครัวของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างตัวของเธอเอง และลูกสาวอันเป็นที่รักคือน้องเลอเบีย
       
       ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หญิงคนหนึ่งจะอยากมีเจ้าตัวน้อยไว้เพื่อรักและดูแล แต่สำหรับ สุกัญญา มิเกล แล้ว โลกแห่งความจริงของ “คนสาธารณะ” คนนี้ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะเธอยืนยันว่าไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนทั่วๆ ไป เธอก็เหมือนกับคนปกติธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่อยากมีลูก แต่ต้องพบกับความวุ่ยวายในจิตใจ ความลังเลที่จะมีเจ้าตัวน้อย เนื่องจากหลายสาเหตุทั้งจากสามีผู้เป็นที่รัก ทั้งจากหน้าที่การงาน และสภาพทางการเงินที่เหมือนจะยังไม่อำนวยเท่าใดนัก แต่ด้วยความตั้งมั่นที่เธอมี นำมาซึ่งการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งได้เอ่ยกับเพื่อนสนิทตามที่เขียนไว้ว่า “ปีนี้จะมีลูก”
       
       หลังผ่านช่วงเวลาแห่งการรอคอย น้องเลอเบีย ได้ลืมตามองดูโลกในที่สุด แต่ความปิติยินดีนั้นกลับต้องจางหายไป เมื่อน้องเลอเบียป่วยเป็นโรคร้าย ที่ไม่ค่อยได้พบเจอในเด็กมากนัก โดยที่เด็กจะมีอาการขาดสารอาหาร ร่างกายผ่ายผอม และอาจช็อกเสียชีวิต ซึ่งเรียกว่า ‘โรคปลายกระเพาะตีบ’
       

       นายแพทย์รังสรรค์ นิรามิษ กุมารศัลยศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้อธิบายถึง ‘โรคปลายกระเพาะตีบ’ ว่า เกิดอาการตีบของส่วนปลายกระเพาะที่จะเข้าไปสู่ลำไส้เล็กส่วนต้น โดยเริ่มแรกจะมีอาการอาเจียน และจะถี่ขึ้นจนกลายเป็นอาเจียนทุกครั้ง เมื่อร่างกายของเด็กไม่ได้รับสารอาหารจากนม ทำให้มีการดึงสารอาหารที่มีในร่างกายไปใช้จนหมด เด็กก็จะผอมและมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิต
       
       โดยปกติแล้ว จะพบโรคนี้ในเด็กยุโรปหรืออเมริกาสูง พบในเด็กเอเชียหรือในไทยน้อยมาก แต่สามารถรักษาให้หายขาดในทันทีได้ด้วยการผ่าตัด เพื่อเปิดรูของกระเพาะที่อาหารผ่านให้กว้างขึ้น
       
       หลังจากต้องเผชิญกับพายุฝนที่กระหน่ำจิตใจ ความเข้มแข็งก็กลับคืนมาเมื่อน้องเลอเบีย ได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ จวบจนวันนี้น้องเลอเบียมีอายุได้ 4 ปีแล้ว ด้วยสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีชีวิตที่สดใสเช่นเด็กคนหนึ่งสมควรมี ท่ามกลางความรักความอบอุ่นจากคุณพ่อและคุณแม่
       
       ส่วนคุณสุกัญญา มิเกล คาดหวังว่า หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็นอีกสื่อความบันเทิงสำหรับผู้อ่าน ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตจริงแล้ว เธอยังหวังว่าผลงานเขียนชิ้นนี้ จะเป็นกำลังใจให้แก่ผู้อ่านที่อาจเผชิญเหตุการณ์มรสุมชีวิตของผู้เป็นแม่เช่นเธอ รวมทั้งเป็นสื่อในการให้ข้อมูลทางด้านการแพทย์เกี่ยวกับโรคนี้จากคุณหมอ ให้รู้ถึงวิธีสังเกตอาการ และแนวทางแก้ไขที่ถูกต้อง เพื่อจะได้ช่วยชีวิตของพวกเขาได้ทัน
       
       “...จากผู้หญิงคนหนึ่งมาเป็นแม่คนหนึ่งนั้น มันไม่ง่าย แต่ไม่ยากเลยเพราะทุกอย่างที่สามารถทำให้มันผ่านพ้นไปได้ นั่นคือ “รัก” ที่แม่ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้ละเอียดได้อย่างไร แต่รู้อยู่อย่างว่า... แม่รักตัวเองมากแค่ไหน นั่นเท่ากับความรักที่แม่มีให้กับลูก...”

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075053

--
Please visit my blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com