วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน



ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com



 



Date: Thu, 9 Jul 2009 00:36:48 +0000
Subject: สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
From: donuzz@gmail.com
To: 

สถาบันโยคะวิชาการ มูลนิธิหมอชาวบ้าน


กรกฎาคม 2552

Posted: 07 Jul 2009 06:06 PM PDT

จุลสาร ฉบับ กรกฎาคม 2552
This posting includes an audio/video/photo media file: Download Now


แบ่งปันรูปถ่ายกันอย่างง่ายดายด้วย Windows Live™ Photos ลากแล้วปล่อย

[VolunteerSpirit newsletter] จิตอาสาร Volunteer 16



 
From: VolunteerSpirit <volunteerspirit@gmail.com>
Date: ก.ค. 8, 2009 6:04 ก่อนเที่ยง
Subject: [VolunteerSpirit newsletter] จิตอาสาร Volunteer 16
To: 

กิจกรรมรออาสา
- ชุดโครงการฉลาดทำบุญ กับ โครงการปฏิบัติธรรมด้วยการทำ กิจกรรม : สร้างห้องน้ำให้สถานปฏิบัติธรรม
- อาสาช่วยเย็บจากมุงหลังคาสำนักสงฆ์
- อาสาเปลี่ยนสารพัดของไม่ใช้ ให้เป็นของใหม่ไว้บริจาค
- ทำบุญเข้าพรรษา กับ ผ้าป่าปัญญา ปี 2
- อาสา ปลูกปะการัง ชายฝั่ง
- โครงการ(ดูแล)ป่าเก่าที่เราปลูก
- โครงการอาสาทำดีตามรอยพ่อ ตอน : รักษ์ป่า รักษ์น้ำ
- อาสา “ดำนาเพื่อน้อง”
- อาสาทุกวันหน้าพรรษา
- อาสาตกแต่งหุ่นมือ

จิตอาสาต้นแบบ

- จุดเริ่มอาสา
- ยุวจิ๋ว

บทความ

- เมื่อหมอยิ้มได้ คนไข้จึงยิ้มออก

สาระน่ารู้
- ร่วมด้วยช่วยกัน
- ตามล่าจิตอาสาสุดขอบฟ้า
- CSR กับทฤษฎี Pay it forward : เมื่อใจพร้อมให้ เราจะได้มากกว่าหนึ่ง

เดือนกรกฏาคม เดือนแห่งการทำบุญ ..... ค่ะ

     ..ก็อย่างที่เกริ่นเอาไว้ข้างต้นค่ะ ตั้งแต่เดือนนี้ไปอีก 3 เดือน เป็นช่วงแห่งการเข้าพรรษา ซึ่งเป็นวันอันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว และด้วยช่วงเข้าพรรษานี้หลายคนก็อาจจะมีวิธีทำบุญกันมากมายหลายทาง บางคนก็เข้าวัดทำบุญ บางคนก็งดเหล้า บางคนอาจจะไปปฏิบัติธรรม หรือบางคนก็ไปทำงานอาสาสมัคร

     ..ไม่ว่าจะวิธีใด ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือเพื่อใคร และไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใด ทางเรา...ก็สนับสนุนให้ทุกคนได้ทำดีและทำบุญค่ะ ไม่ใช่แค่ช่วงหน้าพรรษาเท่านั้น แต่ "การทำดี" และ "การทำบุญ" สามารถทำได้ทุกวันไม่มีวันหยุดค่ะ

พรรษานี้ เรามาเริ่มต้นทำดีกันเถอะค่ะ :)

จิตสดใส
 ----------------------------------------------------------------------------------

ข่าวจิตอาสา
- สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่4
- ศูนย์อาสาสมัคร ม.ธรรมศาสตร์ ทำพิธีเปิดศูนย์อาสาสมัคร Volunteer Center ให้บริการแก่นักศึกษาอย่างเป็นทางการ
- มสธ.ผุด”หนังสือเสียงเดซี” ช่วยคนตาบอดเรียนทางไกล
- ตั้งมูลนิธิ"จิตร" สืบสานผลงาน
- ในโลกแห่งความืดมนของกลุ่มผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
- เยาวชนจิตอาสาสร้างบ้านดิน
- อนุรักษ์...ถิ่นโลมา "บ้านใหม่ใต้ทะเล" อ่าวขนอม
- หนังสือเพื่อตาบอดรับอาสาสมัคร

foot.jpg picture by volunteerspirit

 

--
Click here to unsubscribe from this newsletter



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วันอาสาฬหบูชา ส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน

คุณ วันอาสาฬหบูชา ได้เข้าเวบ www.oknation.net และส่งเรื่องราวดีดีมาให้คุณอ่าน : อ่านเรื่อง คลิ๊กที่นี่ http://www.oknation.net/blog/damdee/2009/07/07/entry-2 ....................................................................... ผู้ส่ง วันอาสาฬหบูชา

เยี่ยมบ้านคึกฤทธิ์ ย้อนตำนาน " น้ำพริก" สูตรเด็ด

เยี่ยมบ้านคึกฤทธิ์ ย้อนตำนาน “ น้ำพริก” สูตรเด็ด
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 มิถุนายน 2552 22:00 น.
เครื่องตำน้ำพริก
       ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2528 เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพหูสูตที่รู้เรื่องราวต่าง ๆ เป็นอย่างดีและสามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิดต่าง ๆ สะท้อนออกมาในงานเขียน”ซอยสวนพลู” ซึ่งเป็นคอลัมน์ประจำอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน สยามรัฐ จนคนอ่านติดกันงองมทั้งบ้านทั้งเมือง
       
       อีกเรื่องหนึ่งที่โดดเด่นในงานเขียนของท่านคือ “ น้ำพริก” ซึ่งเขียนต่อเนื่องในคอลัมน์ซอยสวนพลูจนได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่งที่มีสูตรน้ำพริกมากที่สุดก็ว่าได้ ซึ่งม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้กล่าวถึงที่มาของการหันไปเขียนตำราน้ำพริกไว้อย่างน่าฟังว่า
       


       “ มีคนเขาหาว่าตัวผมนั้น เวลาไม่มีเรื่องจะเขียนหนังสือเข้า ก็หันไปเขียนตำราน้ำพริก ซึ่งข้อนี้ก็ขอยอมรับว่าเป็นความจริง แต่จะขอแก้ตัวสักนิดหนึ่งว่า น้ำพริกนั้นนอกจากจะเป็นกับข้าวของไทยแล้ว ยังเป็นวัฒนธรรมไทยอีกอย่างหนึ่ง คนไทยต้องรู้จักน้ำพริก ต้องรับประทานน้ำพริกให้เป็น หมายความว่าจะต้องรู้วิธีว่าจะเอาอะไรจิ้มกับน้ำพริก แนมด้วยปลาดุกย่าง ปลาทูทอด อย่างไรเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมซึ่งมีมาแต่โบร่ำโบราณ ถ้าไม่มีใครรักษาก็คงจะหายไป
       
       ทุกวันนี้คนที่ตำน้ำพริกกินเองก็น้อยลงทุกทีแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะรักษาวัฒนธรรมเรื่องน้ำพริกเอาไว้ในครอบครัวก็เห็นจะยากเข้าทุกวัน ผมจึงเห็นว่า ทางดีที่สุดก็ต้องเขียนไว้เป็นหนังสือแทนที่จะจดจำกันด้วยสมอง เพราะจะลืมง่าย “

       
       ด้วยเหตุนี้ทรูวิชั่นจึงจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป สารคดีน้ำพริก ขึ้นที่พิพิธภัณฑ์บ้านคึกฤทธิ์ ต้นตำรับของน้ำพริกชาววังสูตรเด็ด พร้อมกับสาธิตวิธีการตำน้พริก 4 สุตรเด็ด คือ น้ำพริกกะปิ , น้ำพริกไข่เค็ม ,น้ำพริกแมงดาและน้ำพริกนครบาล
       
       


น้ำพริกกุ้งเสียบ
       โดยกิจกรรมในครั้งนี้เริ่มต้นกันด้วยการพาย้อนวันวาน กับการเดินชมความงามของพิพิธภัณฑ์บ้านคึกฤทธิ์ ที่มีห้องสมุด ที่ครั้งหนึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จมาทรงเรียนพิเศษกับท่านในช่วงพระเยาว์ จากนั้นจึงแวะที่ศาลาโขน อายุกว่า 50 ปี ซึ่งม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างไว้เพื่อเป็นที่เก็บพระโกฏิของท่านเมื่อยามเสียชีวิต(ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2538 ) แต่ในปัจจุบันศาลาแห่งนี้ได้กลายเป็นที่เก็บหัวโขนไว้มากมาย หรือโต๊ะทำงานท่านเคยใช้เขียนหนังสือ ในยามเช้าก่อนเข้าสวน และยังมีอีกหลากหลายห้องที่เปิดให้ชมแบบครบทุกซอกทุกมุม

น้ำพริกนครบาล
       เมื่อเดินเยี่ยมชมบริเวณพิพิธภัณฑ์กันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ก็เริ่มลงมือตำน้ำพริกกันที่บริเวณใต้ถุนบ้าน โดยมี อ.จารึก แสงอรุณ อาจารย์จากคณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เป็นผู้สาธิตวิธีการทำโดยนำสูตรมาจากสารคดีน้ำพริกของท่าน

       สำหรับครกแรกประเดิมกันด้วย “น้ำพริกกะปิ” อันเป็นเมนูขั้นเบสิกที่คนทั่วไปรู้จักกันอยู่แล้ว แต่ถึงแม้จะเป็นน้ำพริกแบบง่าย ๆ แต่จะหาคนตำให้อร่อยถูกปากนั้นยากพอดู น้ำพริกกะปิสูตร ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีเคล็ดลับตรงที่ต้องใช้เกลือเม็ดมาโขลกกับกุ้งแห้งอีก 3 ช้อนโต๊ะ ใส่กระเทียม 10 กลีบ กะปิอย่างดี 4 ช้อนโต๊ะ ส่วนพริกก็มีทั้งพริกชี้ฟ้าเขียว-แดง พริกขี้หนู ใส่ลงไปตามชอบ ใส่มะอึก มะเขือพวง ปรุงรสชาติ 3 รสคือเค็ม หวาน เปรี้ยว
       
       ครกที่สองเป็น “น้ำพริกไข่เค็ม” ส่วนผสมคล้ายกับน้ำพริกกะปิ จะต่างกันตรงที่น้ำพริกถ้วยนี้ใส่ไข่เค็มเพื่อเพิ่มความหอมมันได้เป็นอย่างดี ส่วนผักจิ้มและเครื่องแนมตามสูตรขงองม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จะต้องเป็นแตงกวาดองน้ำส้มแบบอาจาดพอให้แตงกวาสดกรอบ ส่วนเนื้อก็ใช้เนื้อเค็มและปลาแห้งปิ้งและทอด แต่สำหรับเจ้านายที่วังบางขุนพรหมจะเสวยกับหมูหวานด้วย
       


       ตามมาด้วนครกที่ 3 เป็น “น้ำพริกแมงดา” ที่ใส่เนื้อแมงดาสับเป็นชิ้น ๆ ลงไป ซึ่งความหอมของเจ้าแมงดา น้ำพริกชนิดนี้ต้องคลุกข้าวกินถึงจะอร่อย
       
       ปิดท้ายด้วยถ้วยเด็ดของงานนี้คือ “น้ำพริกนครบาล” ซึ่งทุกวันนี้หาทานได้ยากแล้ว ส่วนผสมของน้ำพริกถ้วยนี้มีค่อนข้างเยอะ อาทิ กะปิ ปลาเผา กุ้งเผา กากหมู มะขามเปียก ส้มซ่า ระกำ พริกแห่ง พริกขี้หนูคั่ว สำหรับครกนี้ต้องใช้ความละเอียดลออในการทำมากที่สุด เนื่องจากต้องค่อย ๆ ตำเพื่อไม่ให้ส่วนผสมทั้งหมดเละจนเกินไป ส่วนเครื่องแนมที่จะกินคู่กับน้ำพริกครกนี้คือปลาดุกทอดฟู หรือปลากรอบปิ้งแล้วหักเป็นชิ้น ๆ หรือกุ้งแห้งทอดก็ได้   ที่ขาดไม่ได้คือผักจิ้มที่มีทั้งมะเขือ แตงกวา ถั่วพลู ช่อมะม่วง น้ำเต้า กระเจี๊นบ เป็นต้น

       
       


       ซึ่งงานนี้บรรดาสมาชิกของทรูวิชั่นก็ตั้งใจตำน้ำพริกทั้ง 4 สูตรกันอย่างขะมักเขม้น ซึ่งอ.จารึกหลังจากที่ได้ลิ้มลองชิมแล้วก็กล่าวว่ารสชาติเหมือนสูตรดั้เงดิมมาก ๆ เพราะทุกคนตั้งใจทำกันอย่างเต็มที่
       
       แถมก่อนกลับบ้านผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้หอบน้ำพริกที่ตัวเองทำทั้ง 4 สูตรกลับกไปอวดคนที่บ้าน และทรูวิชั่นก็มอบทั้งครกและสากที่แต่ละคนใช้นำกลับบ้านไปทำน้ำพริกกันต่อด้วย

http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000064047

--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://ilaw.or.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

ที่ประชุมจี 8 หนุนลงทุนเกษตร สร้างความมั่นคง"อาหารโลก"

วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11442 มติชนรายวัน


ที่ประชุมจี 8 หนุนลงทุนเกษตร สร้างความมั่นคง"อาหารโลก"




รอยเตอร์รายงานว่า ในแถลงการณ์ที่ถูกเผยแพร่ออกมาล่วงหน้าของที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 8 ประเทศ (จี 8) ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคมที่ประเทศอิตาลีนั้น ที่ประชุมเห็นชอบที่จะต่อต้านการกีดกันการค้าและระดมเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มการลงทุนด้านการเกษตรในประเทศกำลังพัฒนาในระยะ 3 ปีข้างหน้า หลังจากการลงทุนด้านเกษตรลดลงมากในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณอาหาร สร้างความมั่นคงทางอาหารและเกษตรแก่โลก

รายงานข่าวระบุว่า การมุ่งสร้างความมั่นคงแก่อาหารโลกของกลุ่มจี 8 เป็นผลจากการที่ในปีที่แล้วโลกประสบปัญหาราคาสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ก่อให้เกิดความอดอยากและทุโภชนาการทั่วโลก ซึ่งยังสะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนไม่เพียงพอในภาคการเกษตรของประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่บรรดาประเทศผู้บริจาคเงินก็มุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับโรคภัยมากกว่า

ในประเด็นของการค้านั้น ที่ประชุมจี 8 เห็นว่าการค้าระบบเปิดและตลาดที่มีประสิทธิภาพมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นตลาดโลกต้องเปิดต่อไปและต้องปฎิเสธการกีดกันการค้าและปัจจัยต่างๆที่จะส่งผลให้เกิดความผันผวนในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นจี 8 จึงต้องการให้สมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) สามารถหาข้อสรุปเกี่ยวกับการค้าเสรีพหุภาคีรอบใหม่ที่เรียกว่ารอบโดฮาของดับเบิลยูทีโอ

ด้านเอพีรายงานว่า การประชุม จี 8 ครั้งนี้ นอกจาก 8 ประเทศอุตสาหกรรมคือสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดา เยอรมนี อิตาลี รัสเซีย แล้ว จะมีอีก 39 ชาติร่วมประชุมด้วยเนื่องจากมีการหารือในหลายประเด็น โดยในวันที่สองของการประชุมจะเชิญ 5 ชาติกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นประเทศขนาดใหญ่ร่วมประชุมในเวทีหลักด้วยได้แก่ จีน อินเดีย เม็กซิโก บราซิลและอียิปต์ เพื่อเปิดเวทีให้กับชาติกำลังพัฒนาที่กำลังมีบทบาทในเวทีโลกสูงขึ้น เนื่องจากปัญหาของโลกกว้างขวางเกินกว่าจะจำกัดการหารือไว้เพียงกลุ่มของจี 8

หน้า 18

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ecb03080752&sectionid=0141&day=2009-07-08

--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://ilaw.or.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com

จับตา"วัณโรคช้าง"หวั่นลามสู่คน

วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11442 มติชนรายวัน


จับตา"วัณโรคช้าง"หวั่นลามสู่คน




เตรียมสุ่มตรวจปางช้างชื่อดัง ที่พระนครศรีอยุธยา นำร่องพร้อมเก็บสถิติทั่วประเทศ 1 ปีเฝ้าระวังโรค ชี้น่ากังวลเพราะไม่แสดงอาการชัด เตรียมอบรมควาญดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี

วันที่ 7 กรกฎาคม นายมนูญศักดิ์ ตันติวิวัฒน์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เปิดเผยว่า หลังจากมีการส่งทีมสัตวแพทย์ เข้าตระเวนตรวจสุขภาพช้างตามปางช้างต่างๆ ทั่วประเทศ พบว่าช้างป่วยเป็นโรคหลายโรค เช่น พยาธิ ท้องเสีย คอบวม ที่น่าเป็นห่วงและมีแนวโน้มที่ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าก็ คือวัณโรค ซึ่งพบมากในปางช้างที่อยู่ในพื้นที่มีอากาศชื้นมาก โดยเฉพาะพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เนื่องจากช้างที่เจ็บป่วยจะไม่แสดงอาการของโรคชัดเจน และวินิจฉัยยากมาก สัตวแพทย์ต้องนำเอาน้ำมูก นำลายไปตรวจสอบ หาเชื้อในห้องปฏิบัติการจึงจะเจอเชื้อ

นายมนูญศักดิ์กล่าวว่า วัณโรคในช้าง เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากระบบทางเดินหายใจ ช้างมักจะได้รับเชื้อโรคนี้ผ่านทางงวง หลอดลม และปอด โรคนี้สามารถแพร่จากคนไปสู่ช้าง จากช้างมาสู่คนได้ด้วย และยังแพร่จากช้างสู่ช้างได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงคือควาญช้าง และสัตวแพทย์ที่ต้องดูแลรักษา ชันสูตรโรคช้าง เพราะบางตัวกว่าจะแสดงอาการใช้เวลา 1-2 ปี ดังนั้น ขอให้เจ้าของช้างสังเกตอาการเบื้องต้นหากพบว่าช้างมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ผอม ก็ให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อนำสารคัดหลั่งไปตรวจ

"ปัจจุบันสภาพความเป็นอยู่ของช้างอยู่ในปางช้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีสุขลักษณะที่ดี บางแห่งเหมือนกับอยู่ในสลัม ทำให้ช้างเกิดความเครียด ป่วยเป็นโรค และมีแนวโน้มการพัฒนาของโรคนี้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีปางช้างขาดใหญ่ 50 แห่ง และขนาดย่อยอีก 100 กว่าแห่ง โดย อ.อ.ป.เตรียมจะออกสุ่มตัวอย่างไปตรวจปางช้างที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นแห่งแรก เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและมีช้างจำนวนมากอยู่ที่นั่น" นายมนูญศักดิ์กล่าว

น.สพ.สิทธิเดช มหาสาวังกุล สัตวแพทย์ฝ่ายโรงพยาบาลช้าง โครงการอนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง กล่าวว่า จากข้อมูลการรักษาการบาดเจ็บของช้างที่เข้ารักษา 90% มีปัญหาสุขภาพและเกิดจากการกระทำของคนเป็นส่วนใหญ่ เช่น บาดแผลที่เกิดจากการทำงาน การกินสารเคมี ส่วนหนึ่งเกิดจากควาญช้างไม่รู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกวิธี ทำให้อาการที่ช้างบาดเจ็บจากการทำงานลุกลามมากขึ้น ที่ผ่านมาทางโรงพยาบาลช้าง ได้อบรมควาญช้างให้รู้จักการพยาบาลช้างเบื้องต้น เช่น กรณีช้างตาแดง เดิมหมอช้างจะใช้เปลือกหอยป่นแก้ช้างตาแดง ซึ่งแทนที่จะทำให้หายก็อาจทำให้ช้างตาบอดได้ หรือบางเชือกไปเหยียบตะปู แทนที่เจ้าของจะใช้ทิงเจอร์ราดแต่ก็ไม่ทำ ในที่สุด ช้างก็เสียขาจากบาดทะยักไป จากการอบรมให้ดูแลสุขภาพช้าง ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่ง ได้รับการตอบรับที่ดีควาญช้างจะรู้จักการดูแลช้างดีขึ้น นอกจากนี้ ในอนาคตยังเตรียมทำพันธุกรรมช้าง แยกแยะระหว่างช้างป่าและช้างบ้าน เพื่อช่วยให้แก้ปัญหาช้างทั้งระบบ แต่นโยบายรัฐต้องชัดเจนเรื่องการขึ้นทะเบียนช้างป่าและช้างบ้านก่อน


หน้า 10
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lif01080752&sectionid=0132&day=2009-07-08

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com




Make the most of what you can do on your PC and the Web, just the way you want. Windows Live

กระเทาะคุณค่า"มะเขือเปราะ"

กระเทาะคุณค่า"มะเขือเปราะ"
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2552 14:54 น.
       ในบ้านเรามีพืชผักสมุนไพรหลายอย่างที่ช่วยชูรสอาหาร อีกทั้งยังให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากอีกด้วย อย่าง "มะเขือเปราะ" ก็เป็นมะเขืออีกชนิดหนึ่งที่เรานิยมนำมาประกอบในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงป่า หรือบางคนก็นิยมกินสดๆ จิ้มน้ำพริก หรือใส่ในยำต่างๆ ก็ได้รสอร่อยเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่สมควรปล่อยให้มะเขือเปราะต้องวางทิ้งอยู่ข้างจานอีกต่อไป
       
       สำหรับประโยชน์มะเขือเปราะนั้นก็มีมากทีเดียว โดยในอินเดียนั้นจะนำมะเขือเปราะมาทำเป็นยา โดยผลมะเขือเปราะนั้นจะช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ ช่วยย่อยอาหารและช่วยในการขับถ่าย อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด และยังลดปริมาณน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย โดยสารสกัดจากมะเขือเปราะนั้นจะออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 2 วิตามินซีอีกด้วย

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9520000076677


--
  ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://ilaw.or.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.pdc.go.th
http://www.biz652.com
http://dbd-52.hi5.com