วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ฉลองวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ครั้งแรกแจกไม้นนทรีในหลวงทรงปลูก

วันที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 00:00 น.
 
 
ฉลองวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ครั้งแรกแจกไม้นนทรีในหลวงทรงปลูก
"วันต้นไม้ประจำปีของชาติ" เป็นอีกวันสำคัญที่หลายคนอาจหลงลืมไปเพราะผนวกเข้าไว้กับวันวิสาขบูชา วันสำคัญทางศาสนา เหตุผลที่ผนวกกันเข้าไว้เนื่องจากวันดังกล่าวอยู่ในเดือนพฤษภาคมและเป็นระยะเริ่มต้น ของฤดูฝน จากเดิมที่กำหนดให้วันเข้าพรรษาเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ต่อมาในปี 2532 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอว่าวันดังกล่าวตรงกับช่วงกลางฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ต้นไม้ไม่สามารถตั้งตัวได้ก่อนถึงฤดูแล้ง ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงขอให้พิจารณาอนุมัติ "วิสาขบูชา" เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติแทนมา ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา

กรมป่าไม้ได้จัดงานวันต้นไม้ประจำปีของชาติเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงวันสำคัญ โดยมีกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมปลูกต้นไม้แบบประชาอาสา เชิญชวน นร. นศ. ตลอดจนหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้

ในวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติปี 2552 ในวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมป่าไม้ได้จัดงานวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติเป็นพิเศษกว่าทุกครั้ง เนื่องด้วยในปีนี้เป็นปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 82 พรรษา และเป็นปีที่ 46 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระ ราชดำเนินทรงปลูกต้นนนทรี จำนวน 9 ต้นเมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ย. 2506 ณ บริเวณสระน้ำหน้าหอประชุมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับต้นนนทรีไว้ว่า

"ขอพูดอะไรสักหน่อย วันนี้ได้รับเชิญมาปลูกต้นไม้ ก็ทำให้คิดว่า การปลูกต้นไม้ก็จำเป็นจะต้องเลือกว่าต้นอะไรจึงจะดี เหมาะสำหรับมหาวิทยาลัย ต้นไม้อะไร ๆ ก็สีเขียว ต้นนนทรีที่เลือกเป็นต้นไม้ของเกษตร ก็เหมาะสมที่มีสีเขียวด้วย เหมาะมากและน่ายินดีมากที่ต้นนนทรีนั้นปลูกได้ทั่วทุกแห่งของไทย เพราะทนแล้ง ทนแดดได้ นี้เป็นความหมายที่ดี เพราะคนไทยถ้าปลูกในแผ่นดินไทยก็เติบโตดีและเจริญดี ต้นไม้ต้องมีดินจึงจะเจริญได้ดี ถ้าเอาไปใส่กระถางหรือเอาไปปลูกในน้ำ หรือปลูกในน้ำยาคุณภาพดี ๆ จากต่างประเทศ ก็จะหงอยอยู่ไม่ได้ เขาต้องการดิน

ขอฝากต้นไม้นี้ให้มหาวิทยาลัยและนิสิตช่วย กันรักษาให้ดี อย่าให้หงอย ขอฝากนิสิตทั้งหลายขอให้ช่วย กันรักษาตัวเองให้ดี และอย่าลืมว่าตัวเองนั้นจะอยู่ได้ก็ด้วยแผ่นดินไทย ให้ช่วยกันรักษาแผ่นดินไทยด้วย คนไทยถ้าไร้แผ่นดินก็จะหงอยกันหมด อยู่กันไม่ได้ และเรา ก็ไม่อยากให้เป็น เช่นนั้น"

งานวันต้นไม้แห่งชาติ วันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา จัดบริเวณสระน้ำหน้าหอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ ภายใต้ชื่องาน "ใต้ร่มนนทรี พระบารมีของพ่อ" โดยได้มีกิจกรรมเก็บวัสดุเมล็ดพันธุกรรม "ต้นนนทรีของพ่อ" เพื่อนำไปเพาะขยายพันธุ์ และผลิตกล้าไม้นนทรี เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไปนำไปปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล

งานในวันนั้นได้มีการมอบเมล็ดพันธุ์ต้นนนทรีของพ่อให้ทุกคนที่มาร่วมงาน ให้ทุกคนช่วยกันปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลในที่ต่าง ๆ เพื่อให้ต้นนนทรีของพ่อแผ่กิ่งก้านความร่มเย็นให้ทั่วแผ่นดินไทย

ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หากมีการรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้อย่างต่อเนื่องแล้วพื้นที่ป่าของประเทศจะเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศอย่างแน่นอน และต้นไม้ 1 ต้น สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตันต่อปี ต้นนนทรีที่ทำการขยายพันธุ์จากต้นไม้ 9 ต้นได้มอบให้หน่วยงานสำนักโครงการในพระราชดำริ (กปร.) นำไปปลูกในพื้นที่โครงการพระราชดำริ ห้วยทราย เพื่อนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไป ซึ่งต้นนนทรีเป็นไม้ที่มีความอดทน เมื่อเพาะเมล็ดออกมาเป็นต้น เปอร์เซ็นต์การรอดมีถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ด้าน ดร.ดำรง ศรีพระราม คณบดีคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้นนนทรีทั้ง 9 ต้น มีความสูงเฉลี่ย 16 เมตรขนาดของลำต้นวัดได้ 50 เซนติเมตร มีเรือนยอดแผ่กิ่งก้านสาขา 160 ตารางเมตรต่อหนึ่งต้นออกดอกสวยงาม สร้างความร่มรื่นสบายตาและยังมีรากยาวช่วยป้องกันการกัดเซาะพังทลายพื้นดิน

"นนทรีเป็นพืชตระกูลถั่ว ปลูกไว้ช่วยเพิ่มไนโตร เจนให้กับดิน พยายามส่งเสริมให้ปลูกผสมผสานกับไม้ไร่ เมื่อต้นขยายใหญ่กิ่งก้านช่วยลดฝุ่นละออง ปลูกต้นนนทรี 1 ต้น ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.3 ตันต่อปี จึงนับได้ว่าพระองค์มีสายพระเนตรอันกว้างไกล ที่เลือกปลูกต้นนนทรีเพราะมีประโยชน์มาก ทนแดด ทนแล้งได้ดี และได้กลายเป็นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน"

ดร.ดำรง ขยายความถึงนนทรีว่า นนทรีเป็นไม้ ที่มีความอดทนมาก มี 2 ชนิด คือ นนทรีบ้านและนนทรีป่า ซึ่งมีอีกชื่อชาวบ้านเรียก "อราง" ข้อแตก ต่างของนนทรีบ้านอยู่ที่ดอกตั้งโชว์เหนือใบ สวยงาม แต่นนทรีป่าดอกจมอยู่ใต้ใบไม่ สวยงาม จึงไม่นิยม ปลูกกันมากนัก แต่คุณภาพของเนื้อไม้ทั้งสองเป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่เหมาะกับการทำ เฟอร์นิเจอร์ แต่มัก จะเป็นไม้เบิกนำเพื่อ ปลูกทดแทนป่าไม้ที่ถูกตัดทำลาย ให้ฟื้นฟูกลับสู่สภาพความสมบูรณ์ได้โดยเร็ว

"ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการขยายพันธุ์ต้นนนทรีที่พ่อเคยปลูก การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นการช่วยปลูกต้นไม้ของพ่อให้แพร่ขยายไปทั่วประเทศ โดยเตรียมแจกเมล็ดพันธุ์จำนวน 6 พันถุง แต่ละถุงใส่จำนวน 9 เมล็ด ต้นกล้านนทรีสำเร็จรูปประมาณ 3 พันต้น พร้อมกับคู่มือเพาะปลูกและดูแลรักษา อีกทั้งยังใช้วิธีติดตา เสียบยอด และเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อเพิ่มจำนวน"

หลายคนที่อยากได้เมล็ดพันธุ์จากต้นไม้ของพ่ออดใจรออีกสักนิด ในอีกไม่ช้ากล้าไม้นนทรีจะกระจายไปทั่วทุกจังหวัด โดยติดต่อขอรับเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าได้ฟรีที่ ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค ดูรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมป่าไม้ www.forest.go.th โทร. 0-2561-4292-3 งานวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติในปี 2552 เท่ากับเป็นการเริ่มเพาะต้นกล้ารอวันที่จะเติบใหญ่สานต่อแนวพระราชปณิธานของพ่อ.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=198591&NewsType=1&Template=1


Hotmail® has ever-growing storage! Don't worry about storage limits. Check it out.

ทายนิสัยจากการตั้งชื่อสัตว์เลี้ยง

วันที่ 10 พฤษภาคม 2552 เวลา 00:00 น.
ทายนิสัยจากการตั้งชื่อสัตว์เลี้ยง
การตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงสามารถบ่งบอกนิสัยของเจ้าของได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีการทายนิสัยจากการตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงมาบอก...
- ตั้งชื่อตามประเพณี แสดงว่าเป็นคนที่ยึดมั่นเป็นคนอนุรักษ์นิยมเคร่งครัดต่อประเพณีนิยม มีศีลธรรมการเปลี่ยนแปลงชีวิตจะกระทำไปอย่างรอบคอบ
- ตั้งชื่อแบบคน แสดงว่าเป็นคนมีนิสัยใจคอที่เป็นมิตรต่อคนอื่นให้เกียรติ และซื่อสัตย์ต่อครอบครัว
- ตั้งชื่อตามบุคคลที่มีชื่อเสียง แสดงว่าเป็นคนชอบผจญภัย ฉลาดและต้องการสิ่งตื่นเต้น ชอบใฝ่ฝันถึงชีวิตหรูหราของคนที่มีชื่อเสียง
- ตั้งชื่อตามตัวการ์ตูน แสดงว่าเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มีจินตนาการอันสดสวยหักห้ามใจได้ยาก ชอบที่มีชีวิตผูกพันอยู่กับอดีต การตั้งชื่อแบบนี้ทำให้รำลึกถึงชีวิตตอนเป็นเด็กและเป็นคนเข้ากับเด็กได้ดี
- ตั้งชื่อแบบก้าวร้าวดุดัน แสดงว่าเป็นคนจิตใจมั่นคง ชอบทำงานหรือเล่นกีฬากลางแจ้งและชอบดูทีวี เพื่อทำให้จิตใจคึกคักขึ้น
- ตั้งชื่อแบบตรงกันข้าม แสดงว่าเป็นคนชอบทำให้คนอื่นตื่นเต้นอยู่เสมอ ชอบสิ่งผิดปกติธรรมดา ทำอะไรไม่กลัวคนกล่าวนินทา
- ตั้งชื่อแบบคลาสสิกหรือโบราณ แสดงว่าเป็นคนที่เฉลียวฉลาด ชอบและสนใจที่จะพูดถึงสิ่งที่น่าสนใจ อ่านหนังสือ มากและควบคุมอารมณ์ได้ดี
- ตั้งชื่อต่างประเทศ แสดงว่าเป็นคนชอบผจญภัยชอบเดินทางและมีความสนใจต่อสิ่งแปลกใหม่พิสดาร
ใครที่ตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงแบบไหน ลองนำไปทายนิสัยของเจ้าของกันดูได้.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=73486&NewsType=2&Template=1

Hotmail® goes with you. Get it on your BlackBerry or iPhone.

ตลาดไม่วาย สีสันแห่งชีวิต

ตลาดไม่วาย สีสันแห่งชีวิต/สัญจร
ข่าววันที่ 9 พฤษภาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

สัญจร  เนติ โชติช่วงนิธิ

ภาพ  ประสงค์ เบ้าแก้ว

 

ตลาดไม่วาย  สีสันแห่งชีวิต

การออกเดินทางของคนเรา จากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งหรือประเทศหนึ่ง มีรูปแบบการเดินทางที่แตกต่างกัน และปลายทางที่แตกต่างกัน

            หนังสือเดินทางของใครบางคน ประทับตราประเทศต่างๆ เกือบเต็มเล่ม 

            บางคนมีของที่ระลึกของเมืองต่างๆ

            บางคนสะสมโปสการ์ด และไม่ลืมประทับตราไปรษณีย์ส่งยังปลายทาง

            และการเดินทางของทุกคน ไม่วายที่บันทึกภาพถ่ายของย่านถิ่นนั้นๆ สุดแต่ตามวัตถุประสงค์ของตน

            เฉกเช่นผม นอกจากบันทึกภาพโบราณสถานแล้ว ภาพวิถีชีวิตผู้คนในสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นย่านนั้นมักจะไม่พลาด และจะปลีกตัวออกจากคณะหรือพรรคพวกชั่วคราวไปเป็นพระยาน้อยชมตลาดสดชาวบ้าน เพื่อบันทึกภาพอิริยาบถต่างๆ ของผู้คนทั้งผู้ขายและผู้ซื้อในตลาดสด

อย่างคราวที่เดินทางไปนครเชียงตุงในพม่า บันทึกภาพถ่ายวิถีชีวิตชาวไทเขิน(ไทขึน) และหลากชนเผ่าในตลาดสดเชียงตุง หรือคนถิ่นเรียก "กาดหลวง" ศูนย์กลางการซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินค้าในชีวิตประจำ วันแห่งเดียวใจกลางนครรัฐแห่งนี้  

กาดหลวงเชียงตุง นับว่าเป็นเสน่ห์ของสีสันแห่งชีวิตอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคเพื่อนบ้าน นอกเหนือจากชาวไทเขินในคราบแม่ค้าพ่อขาย และในคราบผู้ซื้อถือตะกร้าจ่ายกับข้าวกับปลา ต่อรองราคาด้วยภาษาพื้นเมือง(ล้านนา) ยังมีชนเผ่านับสิบเผ่าลงจากดอยนำเอาผลิตภัณฑ์ทำจากมือ ไม้กวาด กำไลเงิน ฯลฯ มาขายเพื่อแลก เปลี่ยนเงินตราจ๊าดพม่า ซื้อข้าวของเครื่องใช้กลับขึ้นดอย ส่วนคนพื้นเมืองนั้นพิสมัยเงินบาทไทยมาก

ภาพถ่ายชนเผ่าในอิริยาบถต่างๆ ในกาดหลวงนี้ ผมไม่รู้ชื่อชนเผ่าอะไรนัก เพราะคุยกับเธอแล้วเอาแต่เขินอาย สื่อสารภาษาคนละความ แต่ยินดีให้ถ่ายภาพบันทึกไว้ นี่แหละสีสันแห่งชีวิตกาดหลวงเชียงตุง

 
  รูปประกอบข่าว
http://www.siamrath.co.th/uifont/NewsDetail.aspx?cid=70&nid=37730
 


Windows Live™: Keep your life in sync. Check it out.

ธปท.จี้ธอส.แก้หนี้เน่าด่วน

ธปท.จี้ธอส.แก้หนี้เน่าด่วน

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2552
ธปท. ระบุ ธอส. ต้องปรับปรุงการบริหารงานด่วน หลังตรวจสอบพบฐานะอ่อนแอลงมาก

ขรรค์ ประจวบเหมาะ
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบธนาคารเฉพาะกิจ ที่กระทรวงการคลังได้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ตรวจสอบ ได้มีการระบุว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีผลการดำเนินงานที่แย่ลงมาก จนทำให้ฐานะของธนาคารมีความเข้มแข็งลดลง นอกจากนี้ ยังได้มีการตั้งข้อสังเกตให้ธอส. ปรับปรุงระบบการบริหารความเสี่ยงใหม่ ระบบคอร์แบงกิงที่ลงทุนไปแล้ว แต่ยังใช้งานไม่สมบูรณ์ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

ธปท. พบว่า สินเชื่อของธอส. มีการขยายตัวดี แต่ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยในปี 2551 ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 617,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.24% ในขณะที่เป็นเอ็นพีแอลมีจำนวน 62,919 ล้านบาท คิดเป็น 10.56% ของยอดสินเชื่อรวม

ด้านนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารได้พิจารณาอนุมัติแผนแก้ไขปัญหาหนี้เสีย หรือมาสเตอร์แพลน เพื่อแก้ปัญหาทั้งเรื่องหนี้เอ็นพีแอล และทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) และหนี้ส่วนขาดนอกจากนี้ยังได้อนุมัติให้ดำเนินการแยกสินทรัพย์ดีและสินทรัพย์เสียออกจากกัน

ทั้งนี้ ได้ให้มีการจัดการติดตามหนี้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งมีฐานลูกค้าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมดเท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เพื่อให้การติดตามทวงหนี้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าทันสถานการณ์ เนื่องจากเกรงว่าผลกระทบที่เกิดจากความไม่สงบทางการเมืองจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าลดลงและอาจจะมีคนตกงานเพิ่มขึ้น

ดังนั้น ธนาคารจึงต้องจับตาเรื่องการปรับเพิ่มของยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในช่วงที่เหลือก่อนสิ้นปีนี้อย่างใกล้ชิด

ปัจจุบันยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารอยู่ที่ระดับ 10.5% และเมื่อรวมกับหนี้ส่วนขาดจะอยู่ที่ระดับ 13% ถือว่าปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ที่มีหนี้เสียสูงกว่า 8 หมื่น ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14.6% ของเงินที่ให้สินเชื่อ

"ประเด็นสำคัญที่ทำให้ยอดหนี้เสียของธนาคารเพิ่มเกิดจากการเปลี่ยนวิธีการลงบัญชีจากรายงวดมาเป็นรายเดือน ซึ่งเรื่องนี้ธปท. ต้องการให้ธนาคารปรับระบบให้เป็นสากล ก็น่าจะเข้าใจดีและคงเป็นเรื่องธรรมดาที่ผลตรวจสอบของธปท. จะออกมาว่าฐานะการเงินธนาคารอ่อนแอลง เพราะเศรษฐกิจแบบนี้ธนาคารทุกแห่งฐานะการเงินถดถอยกันหมด ประกอบกับธปท. ใช้เกณฑ์วัดเดียวกับธนาคารพาณิชย์จึงทำให้ผลออกมาแบบนี้ แต่ทางที่ดีควรมองถึงรูปแบบการทำงานของธนาคารในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินที่ต้องสนองนโยบายรัฐบาลด้วย" นายขรรค์ กล่าว

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการธนาคาร เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องคอร์แบงกิงของธอส. ได้รับการแก้ไข และทดสอบระบบค่อนข้างสมบูรณ์ถึง 90% แล้ว ซึ่งขณะนี้สามารถให้บริการลูกค้าได้เป็นปกติ แต่ธนาคารยังคงต้องใช้เวลาในการปรับปรุงระบบเพื่อให้สมบูรณ์ทั้ง 100% ในอีกระยะหนึ่ง
 
http://www.posttoday.com/finance.php?id=44357



Hotmail® has a new way to see what's up with your friends. Check it out.

รู้จัก "PTEC" ศูนย์ทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าแห่งแรกของไทย

รู้จัก "PTEC" ศูนย์ทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าแห่งแรกของไทย
 

ทำไมภาพในจอโทรทัศน์ถึงไม่ชัด เมื่อมีการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือใกล้ๆกัน ? และทำไมถึงต้องห้ามใช้มือถือเมื่ออยู่ในโรงพยาบาล ? คำถามเหล่านี้ "พีเทค" ศูนย์เล็กๆ ของเนคเทค ที่ซ่อนตัวอยู่ในลาดกระบังมานานกว่า 10 ปี มีคำตอบ

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ได้มีโอกาสเยี่ยม ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือพีเทค (PTEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อเป็นหน่วยงานวิจัยและให้บริการทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด โดยอยู่ภายใต้ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) โดยพีเทคก่อตั้งขึ้นในปี 2541

พีเทคเป็นศูนย์บริการด้านความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าแบบครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย โดยให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์ ให้คำปรึกษาและฝึกอบรมเทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน สำรวจสภาพแวดล้อมทางแม่เหล็กไฟฟ้า การทดสอบสายอากาศ

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
รมว.วท. และคณะสื่อมวลชน ขณะชมการสาธิตการทดสอบความปลอดภัยของปลั๊กไฟฟ้า และแบตเตอรีโทรศัพท์มือถือ
ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายบริการทางเทคนิค พีเทค ขยายรายละเอียดของหน่วยงานให้ฟังว่า การทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า คือการทดสอบว่า อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ส่งสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนการทำงานของอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งหรือไม่ เช่น โทรทัศน์กับคอมพิวเตอร์, คอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือ, โทรศัพท์มือถือกับอุปกรณ์การแพทย์ เป็นต้น

"เมื่อเราใช้งานโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ในเวลาเดียวกัน คอมพิวเตอร์ที่ให้กำเนิดสัญญาณความถี่ของแม่เหล็กไฟฟ้าที่เท่ากับหรือใกล้เคียงกับวงจรฐานเวลาหรือวงจรกำเนิดความถี่ของแม่เหล็กไฟฟ้าในโทรทัศน์ จะไปรบกวนการทำงานของวงจรฐานเวลา ทำให้ภาพที่ปรากฏบนจอโทรทัศน์สั่นไหวไม่ชัดเจน เช่นเดียวกับที่โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ถูกรบกวนจากโทรศัพท์ ซึ่งการส่งสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวนกันของอุปกรณ์ไฟฟ้า 2 ชนิด ตัวที่เป็นแหล่งกำเนิดการรบกวน จะต้องมีคลื่นความถี่ที่สูงกว่า และส่งผ่านพาหะหรือตัวกลาง คือ สายไฟ หรือ อากาศไปยังอุปกรณ์หรือเหยื่อที่ถูกรบกวน" ดร.ไกรสร อธิบาย

ที่สำคัญเคยมีรายงานในสหรัฐฯ ว่าโทรศัพท์มือถือไปรบกวนการทำงานของอุปกรณ์การแพทย์ในโรงพยาบาลหลายชนิดและทำให้เกิดความผิดปรกติ เช่น ตู้ควบคุมอุณหภูมิสำหรับเด็กอ่อนแรกคลอด เครื่องกระตุ้นหัวใจ และเครื่องอ่านจังหวะการเต้นของหัวใจ เป็นต้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยถึงแต่ชีวิตได้ จึงเป็นที่มาของการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในบางพื้นที่ของโรงพยาบาล และเอฟดีเอ (Food and Drug Administration: FDA) ยังได้ออกกฎให้ผู้ที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจจะต้องมีเครื่องเตือนภัยเมื่อเข้าเขตพื้นที่เสี่ยง หลังจากที่พบกรณีเครื่องป้องกันขโมยตามห้างร้านต่างๆ ส่งสัญญาณรบกวนเครื่องกระตุ้นหัวใจในตัวผู้ป่วยโรคหัวใจเมื่อเดินผ่านเครื่องดังกล่าว

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้มาตรฐาน
"อุปกรณ์ที่ดีต้องไม่ส่งสัญญาณรบกวนอุปกรณ์อื่น ขณะเดียวกันก็ต้องต้านทานการรบกวนจากอุปกรณ์อื่นๆ ได้ หรือมีภูมิคุ้มกันการรบกวนนั่นเอง" ดร.ไกรสร ระบุ ซึ่งตามมาตรฐานสากลกำหนดไว้ว่าการส่งสัญญาณรบกวนกันของอุปกรณ์จะต้องอยู่ในระยะไม่เกิน 3 เมตร

ทั้งนี้ ความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า หรืออีเอ็มซี (Electromagnetic Compatibility: EMC) คือ ความสามารถของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานได้ โดยที่ไม่ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า และในขณะเดียวกัน ต้องสามารถทนต่อการถูกรบกวนจากปรากฏการณ์ทางแม่เหล็กฟ้าจากภายนอกได้ ซึ่งการแพร่สัญญาณไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า อีเอ็มไอ (Electromagnetic Interference: EMI) และความสามารถในการต้านทานการรบกวนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เรียกว่า อีเอ็มเอส (Electromagnetic Susceptibility: EMS)

ส่วนห้องแล็บทดสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดโดยอ้างอิงตามมาตรฐานสากล ก็เป็นอีกส่วนที่มีความสำคัญมาก ซึ่งหากอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ได้มาตรฐาน หรือใช้วัตถุดิบที่คุณภาพไม่ดี อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ เช่น ปลั๊กไฟที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน ใช้วัสดุที่ทนความร้อนสูงสุดระหว่างการใช้งานไม่ได้ อาจเป็นสาเหตุของเพลิงไหม้ได้โดยที่หลายคนอาจไม่คาดคิด

รวมทั้งแบตเตอรีโทรศัพท์ เตารีด กระติกน้ำร้อน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำรองไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ และอื่นๆ ซึ่งพีเทคจะต้องทดสอบความปลอดภัยในสภาวะการทำงานปรกติ และสภาวะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้พีเทคยังมีห้องแล็บให้บริการทดสอบประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์ การสอบเทียบเครื่องมือวัดทางไฟฟ้า และเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ปัญหาสัญญาณรบกวน เช่น สนามบิน รถไฟฟ้าบีทีเอส กองทัพเรือ และธนาคารต่างๆ ส่วนการทำงานของพีเทคนั้นจะได้รับการตรวจสอบและประเมินทุกๆ ปี ตามมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี (ISO/IEC 17025) ซึ่งดำเนินการโดย สมอ.และขณะนี้พีเทคมีเจ้าหน้าที่รวม 19 คน โดยให้บริการทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ตั้งแต่ขนาดเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่ รวมถึงอุปกรณ์ที่เป็นของเล่นสำหรับเด็กด้วย

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ขดลวดเฮล์มโฮลทซ์ สำหรับสอบเทียบเครื่องมือวัดสนามแม่เหล็ก ภายในห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือวัดทางไฟฟ้า
พีเทคจะให้บริการทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแก่บริษัทต่างๆ ที่ต้องการขอใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และมาตรฐานเอฟซีซี (FCC) ของสหรัฐฯ โดยการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ในโรงงาน และผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาด รวมถึงให้บริการทดสอบเพื่อนำไปขอรับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของแต่ละประเทศ เพื่อที่จะสามารถส่งออกไปยังประเทศเหล่านั้นได้ ซึ่งแต่ละปีจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการของพีเทคประมาณ 100 ราย เช่น โซนี เจวีซี เป็นต้น

ดร.ไกรสร บอกว่า ในอนาคตพีเทคมีแผนที่จะขยายห้องแล็บเพื่อให้บริการทดสอบในด้านอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และอุปกรณ์อาร์เอฟไอดี (RFID) รวมถึงพัฒนาอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ซึ่งการให้บริการของพีเทคนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลาในการส่งผลิตภัณฑ์ไปทดสอบยังต่างประเทศ ลดการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และลดปัญหาการว่างงานได้

ทั้งนี้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของพีเทค ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อวันที่ 27 เม.ย.52 ที่ผ่านมา ได้มีนโยบายที่จะส่งเสริมการทำงานของพีเทคให้ดียิ่งขึ้นเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสินค้าในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผลักดันให้มีการทำงานวิจัยร่วมกับเอกชนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้มีคุณภาพดีขึ้น

รวมถึงให้มีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับผู้ที่ว่างงานหรือกำลังจะว่างงาน เพื่อให้มีความรู้ที่จะนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ สนับสนุนการร่วมมือกับเอกชนในการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องมาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับบริษัท และหากพนักงานมีความรู้และมีฝีมือมากขึ้นก็จะช่วยลดปัญหาการเลิกจ้างงานได้



ที่มาข้อมูล : ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 3 พฤษภาคม 2552
 
https://www.myfirstbrain.com/sciEvent.aspx?Id=69637

Hotmail® goes with you. Get it on your BlackBerry or iPhone.

กลิ่นหอมของดอกไม้กำลังจะจางหายไป

กลิ่นหอมของดอกไม้กำลังจะจางหายไป
 
อะไร ? เป็นปัจจัยที่ทำให้กลิ่นหอมของดอกไม้จางหายไป

นอกจากการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัสแล้ว "กลิ่น" นับว่า มีบทบาทอย่างมากต่อการรับรู้ของเรา กลิ่นหอมเป็นสิ่งที่ทุกคนชอบและกลิ่นเหม็นเป็นสิ่งที่คนไม่ชอบ ปกติแล้วโมเลกุลของกลิ่นนั้นแพร่กระจายได้ง่ายๆ ในอากาศ แต่นักชีวเคมีชี้แจงว่า มลภาวะทางอากาศสกัดกั้นระยะการแพร่ของกลิ่นดอกไม้ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า กลิ่นเหล่านี้ทำให้การดึงดูดผึ้งและสัตว์ช่วยผสมเกสรอื่นๆ ทำงานในระยะทางที่น้อยลงถึง 1 ใน 3 ทีเดียว ดังนั้นหากเราต้องการรับกลิ่นหอมให้ได้ระยะไกลๆ ไปนานๆ จึงต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

ทำไมเราจึงได้กลิ่น - กลิ่นนั้นเป็นสัญญาณที่ตอบสนองจากสารเคมีผสมในอากาศรอบๆ ตัวเรา ที่เรารับได้ผ่านตัวรับที่อยู่ในเซลล์ (olfactory cell) ในจมูกของเรา ตัวรับที่ไม่เหมือนกันจะตรวจจับองค์ประกอบของเคมีได้ต่างกันทำให้การรับกลิ่นนั้นต่างกัน ตัวรับเหล่านี้เกิดจากยีนที่แตกต่างกันจำนวนหนึ่งพันยีนหรือเกือบร้อยละ 3 ของยีนทั้งหมด

สิ่งที่จมูกสัมผัสได้ - บางครั้งรสชาติอาหารก็เพิ่มขึ้นได้เพราะกลิ่น ดังนั้นเมื่อเราเป็นหวัดเราจึงรู้สึกว่า อาหารนั้นมีรสชาติเปลี่ยนไป เซลล์ตัวรับประสาทสัมผัสในจมูกสามารถตรวจจับกลิ่นที่เข้าไปในร่างกายของเราโดยอากาศได้ และส่งสัญญาณไปยังสมองผ่านเส้นประสาทการรับกลิ่น

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ส่วนหนึ่งมาจากมลภาวะ
มลภาวะทางอากาศ - เกิดจากก๊าซหลายชนิด ละอองของเหลวและอนุภาคที่แขวนลอยอยู่ได้ในอากาศ ทำให้อากาศสกปรก วิธีที่เราจะสังเกตอนุภาคที่มีอยู่ในอากาศคือ การหายใจออกในวันที่อากาศหนาวแล้วสังเกตเห็นควันออกมาจากปาก สิ่งเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในอากาศเหมือนกันกล่าวคือ ในบางสภาวะโมเลกุลอิสระจะเกิดการรวมตัวกันและเกิดเป็นอนุภาค ในตัวเมืองมลภาวะอาจเกิดจากรถยนต์ รถเมล์ เครื่องบิน โรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง

ศาสตราจารย์ Jose Fuentes นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศจากมหาวิทยาลัยเวอร์จีเนียบอกว่าเมื่อเราเดินเข้าไปในสวนดอกไม้ สิ่งที่เราอยากได้ก็คือดมกลิ่นหอมหวานของดอกไม้เหล่านั้น แต่ตอนนี้กลับพบว่า มีบางอย่างที่สกัดกั้นกลิ่มหอมนั้น มลภาวะและไอระเหยจากรถยนต์และโรงงานสร้างมลพิษให้เกิดในอากาศ ซึ่งอาจทำลายกลิ่นหอมของดอกไม้ได้ กลิ่นหอมของดอกไม้เดินทางไปได้ไกลเพียง 1 ใน 3 ของระยะทางเดิมเท่านั้น ดอกไม้สร้างกลิ่นที่มีโมเลกุลที่เหมาะสมกับการโชยไปในอากาศ แต่มลภาวะก็ทำให้โมเลกุลของกลิ่นแตกออกและทำลายกลิ่น สำหรับมนุษย์แล้วจะไม่ได้กลิ่นหอมของดอกไม้แต่สำหรับผึ้งแล้วบางทีมันก็ได้กลิ่นแต่บางทีก็ไม่ได้กลิ่น สัตว์ที่ช่วยผสมเกสรใช้เวลาในการหาอาหารมากขึ้นแต่กลับใช้เวลาเก็บอาหารน้อยลง

กลิ่นของดอกไม้ที่หายไปนั้นมีผลอย่างมากต่อประชากรผึ้ง และประชากรดอกไม้ก็อาจจะลดลงเนื่องจากพืชก็ต้องการสัตว์ผสมเกสรในการผสมให้เกิดเป็นดอกไม้ แต่เราก็ช่วยทำให้ประชากรผึ้งและกลิ่นของดอกไม้กลับมาได้ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ก็คือช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังนั่นเอง...


ที่มาข้อมูล : www.animalpicturegallery.net
www.biotec.or.th
www.britannica.com
www.library.thinkquest.org
 
https://www.myfirstbrain.com/sciEvent.aspx?Id=66812

Insert movie times and more without leaving Hotmail®. See how.

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

บัวแก้วสำราญศิลป์สุนทรีย์ไทย

บัวแก้วสำราญศิลป์สุนทรีย์ไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 พฤษภาคม 2552 17:49 น.

ผลงานของ ธณฤษภ์ ทิพย์วารี

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ผลงานของ ประหยัด พงษ์ดำ

ธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน และผลงาน

เยาวนี ช่อวิเชียร

คณะผู้ร่วมจัดนิทรรศการ

ผลงานของ อุตสาห์ ไวยศรีแสง

ผลงานของ ไพโรจน์ วังบอน

เตรียมเปิดบ้านต้อนรับคนรักศิลปะ ให้เข้าไปรับเอาความสุนทรีย์จากผลงานศิลป์ของศิลปินไทยกันอย่างเต็มที่ หลังจากที่ระยะหลัง บทบาทที่คนรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ของกระทรวง "บัวแก้ว" อย่าง กระทรวงต่างประเทศ ส่วนใหญ่หนักไปทางเรื่อง การสร้างภาพลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งที่งานหลักๆ ที่กระทรวงฯ ต้องเดินหน้าส่งเสริมมีด้วยกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ฯลฯ หรือแม้แต่ด้านศิลปะ ที่แม้ไม่ใช่งานหลัก แต่ก็ถือเป็นอีกภาพลักษณ์สำคัญที่กระทรวงฯ เล็งเห็นว่าไม่ควรทอดทิ้ง
       
       ล่าสุดได้ร่วมมือกับ กองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" จัดนิทรรศการศิลปะ "บัวแก้วสำราญศิลป์สุนทรีย์ไทย" โดยการนำเอาผลงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยม และศิลปินรุ่นใหม่ กว่า 100 ผลงาน ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท และคัดสรรค์โดย ไชยยันต์ เศรษฐไพศาล นักสะสมและกรรมการผู้จัดการ บริษัท สปินเลอร์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด มาจัดแสดงและจำหน่าย ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 20 – 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 เวลา 10.00 – 15.00 น. เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้าไปชมและจับจองเป็นเจ้าของผลงาน อาทิ ผลงานของ ประหยัด พงษ์ดำ(ศิลปินแห่งชาติ),นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน(ศิลปินแห่งชาติ),สิโรจน์ พวงบุปผา, ,ธณฤษภ์ ทิพย์วารี,เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ ฯลฯ
       

       และในวันแรกของการเปิดนิทรรศการ เวลา 17.30 น. นายกษิต ภิรมย์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ จะทำการตัดริบบิ้นเปิดนิทรรศการ พร้อมเปิดการประมูลผลงานของศิลปินชื่อดัง จำนวน 10 ผลงาน อาทิ ผลงานของ สุจินต์ ตรีณงค์,ไพโรจน์ วังบอน,อุตสาห์ ไวยศรีแสง,ธณฤษภ์ ทิพย์วารี,บุญสันต์ หวานอารมณ์ ฯลฯ เพื่อนำรายได้สมทบเข้ากองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์"
       
       ธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของกระทรวงฯ กล่าวว่า งานศิลปะเปรียบเสมือนหน้าต่างของประเทศ ที่เมื่อชาวต่างชาติมองเข้ามาและได้สัมผัส จะสามารถเข้าใจและรับรู้ได้ถึงทัศนคติและแนวความคิดของคนในชาตินั้นๆดังนั้นต่อจากนี้ไปการส่งเสริมด้านศิลปะจึงถือเป็นงานหลักที่กระทรวงฯ ต้องให้ความสำคัญและเข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริม ตลอดจนสร้างให้เกิดเครือข่ายที่ทำให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้รักศิลปะในประเทศ ไปจนถึงในระดับภูมิภาคและระดับโลก
       
       "กระทรวงการต่างประเทศ มีหลายองค์กรที่เรารู้จัก ไม่ว่าจะเป็น สถานฑูต สถานกงสุล สภาหอการค้า ฯลฯ ซึ่งน่าจะเป็นช่องทางการในการเชื่อมโยงให้ผู้สนใจศิลปะทั้งในและต่างประเทศรู้จักกับผลงานของศิลปินไทย และสถานที่ของกระทรวงฯก็น่าจะเป็นสถานที่ที่เหมาะสม ในการเป็นศูนย์กลาง ในการเชื่อมโยงให้คนทั้งสองฝ่ายได้พบปะและทำความรู้จักกัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจของศิลปินในระดับต่างๆของประเทศ ตั้งแต่ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นเยี่ยม และศิลปินรุ่นใหม่
       
       และ เราก็อยากจะให้สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ทางราชการ เป็นตัวกลางในการเผยแพร่ผลงานศิลปะของศิลปินของไทยให้เด็กไทย ซึ่งศึกษาอยู่ในละแวกนี้ ให้พวกเขาได้เข้ามาชมผลงานศิลปะ โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยอธิบายให้เด็กได้รับทราบว่า ผลงานแต่ละชิ้น มีความคิดในการสร้างสรรค์อย่างไร ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้เราได้เห็นกันมามากในพิพิธภัณฑ์ศิลปะของต่างประเทศ"
       
       นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ และคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมการศึกษาการสร้างสรรค์ศิลปะ "มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์" กล่าวว่า
       
       "ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ถือเป็นเกียรติของกองทุนฯในการร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง บริษัท คริสตี้ อ๊อกชั่น(ประเทศไทย) จำกัด ในการร่วมกันจัดนิทรรศการ บัวแก้วสำราญศิลป์สุนทรีย์ไทย
       
       ผมหวังว่า กิจกรรมครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวย่างที่เปิดประสบการณ์ใหม่ให้แก่วงการศิลปะไทยให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาศิลปะไปในมุมมองที่ลึกซึ้ง
       
       ต้องยอมรับว่า มันมีปัญหาอยู่อันนึง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนาวงการศิลปะของไทย ก็คือด้านภาษา เพราะบางครั้งทักษะทางด้านการสื่อสาร เป็นอุปสรรคอันนึงของศิลปินไทยในการติดต่อและนำเสนอแนวความคิดในการสร้างสรรค์ และเผยแพร่ผลงานของตัวเองต่อนักสะสมชาวต่างชาติ จึงทำให้ผลงานศิลปะเป็นที่รู้จักและจำกัดอยู่แต่ภายในประเทศของเราเท่านั้น ทั้งๆที่ความสามารถของศิลปินไทย ไม่เป็นรองใคร
       
       ผมจึงหวังว่านิทรรศการครั้งนี้ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้อุปสรรคและปัญหาต่างๆในหมู่ศิลปินไทยๆได้ผ่อนคลายลงไปได้ และที่สำคัญที่สุด สร้างโอกาสให้ศิลปินได้แสดงศักยภาพของตน โดยมีหน่ายงานทางด้านภาครัฐเป็นผู้ส่งเสริม"
       
       ด้าน เยาวนี ช่อวิเชียร แห่งบริษัท คริสตี้ อ๊อกชั่น(ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดประมูลศิลปะครั้งสำคัญๆมาแล้วหลายครั้ง แสดงความเห็นต่อการจัดนิทรรศการและการประมูลผลงานศิลป์ในครั้งนี้ว่า
       
       "รู้สึกดีใจมากเลยที่ท่านอธิบดีได้ริเริ่มที่จะช่วยศิลปินไทย เพราะว่าบ้านเรายังไม่มีองค์กรใดที่ริเริ่มเป็นจริงเป็นจังเลย ในสายตาของคริสตี้ ศิลปินไทยที่มีความสามารถมีเยอะมาก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลงานของศิลปินไทยของเราอาจจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดก็ว่าได้ แต่ขาดการส่งเสริม และนักสะสมต่างๆ ก็ไม่รู้ว่าจะมีช่องทางที่จะทำความรู้จักกับศิลปินเหล่านั้นได้อย่างไร กระทรวงต่างประเทศจึงน่าจะเป็นตัวกลางที่ช่วยให้เกิดการพบปะกัน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือศิลปินไทยอย่างมาก"
       


http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9520000050792


Insert movie times and more without leaving Hotmail®. See how.