วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

มหันตภัยกล่องโฟม



 
From: amornrat mitpaibul <amornratnoi@yahoo.com>
Date: ก.ย. 3, 2009 12:19 หลังเที่ยง
Subject: : มหันตภัยกล่องโฟม
To:


--- On Mon, 8/31/09, Doungrat Apichit <doungrat_a@hotmail.com> wrote:

From: Doungrat Apichit <doungrat_a@hotmail.com>
Subject: มหันตภัยกล่องโฟม
To:
Date: Monday, August 31, 2009, 10:08 PM


 

 
 
ด้วยรักและห่วงใยค่ะ....
 

 
มหันตภัยกล่องโฟม
กล่องโฟมที่ร้านค้าเอามาใช้เค้าจะแกะจากถุงพลาสติกใหญ่ (กล่องโฟมจะเรียงซ้อนกันเป็นแถวๆ)
แล้วหยิบใช้ใส่อาหารขายไม่มีการเช็ด/ล้างก่อน
เคยลองเอามือลูบดูกล่องโฟมใหม่ที่เพิ่งแกะจากถุงจะมีฝุ่นโฟมติดอยู่คิดว่าน่าจะมาจากการตัดโฟมจากโรงงาน   

หลายคนคงจะรู้จัก โรคด่างขาว บางคนเรียกโรคสะเก็ดขาว มันก็โรคมะเร็งผิวหนังดีๆ นี่เอง
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี (เมื่อก่อนดื่ม เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ)
ก็เลยลงไปสนทนาปราศรัยในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักและไม่ได้พบปะกันมานาน สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสา
พี่คนนี้ลักษณะแกคล้ายๆ อี๊ด วงฟลาย แต่หน้าตาดีกว่า ลักษณะแบบนี้คงนึกออก




--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://www.parent-youth.net
http://itceoclub.ning.com
http://www.presscouncil.or.th
http://ilaw.or.th
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.logex.kmutt.ac.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://icann-ncuc.ning.com
http://www.webmaster.or.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://pwdhutch3.blogspot.com
http://energygreenhealth.com

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

ชี้คนแก่วัย 60 ยังอยู่ในภาคแรงงานถึง 37.9% นักวิชาการเสนอแก้ระเบียบ ขยายอายุเกษียณ


วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 18:45:06 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ [อ่านล่าสุด 114 คน]

ชี้คนแก่วัย 60 ยังอยู่ในภาคแรงงานถึง 37.9% นักวิชาการเสนอแก้ระเบียบ ขยายอายุเกษียณ

     ผศ.ดร.นงนุช  สุนทรเวชกานต์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  เผยผลการวิจัยการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ  สนับ สนุนโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนา ผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาหาโครงสร้างการทำงานของผู้สูงอายุ รวมทั้งประมาณความต้องการแรงงานในภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้อย่างเหมาะสมเพื่อนำเสนอเป็น นโยบายต่อรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมายังมีระเบียบ กฎหมายและมาตรการที่ไม่เอื้อกับการจ้างผู้สูงอายุเข้าเป็นแรงงาน  โดยเฉพาะในอนาคตที่

  อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจากการสำรวจสภาวะการทำงานของประชากร ช่วงปี 2551 พบว่า ร้อยละ 37.9 ของจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปยังคงอยู่ในกำลังแรงงาน สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงานนั้น พบว่าร้อยละ 77  ไม่ ต้องการทำงาน หรือไม่สามารถทำงานได้ ส่วนที่เหลือเป็นผู้สูงอายุที่ว่างงานและกำลังหางานทำ โดยในจำนวนผู้สูงอายุทั้งที่อยู่ในกำลังแรงงาน  ที่ว่างงานและต้องการทำงานนั้นเป็นผู้สูงอายุเพศชายมากกว่าผู้สูงอายุเพศหญิง คิดเป็นสัดส่วน 60 ต่อ 40

         ผศ.ดร.นงนุช กล่าวอีกว่า  ขณะ ที่อุตสาหกรรมแรงงานสูงอายุชายและหญิง กระจุกตัวมากที่สุดคืออุตสาหกรรมการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ รถจกรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคล และของใช้ในครัวเรือน  รองลงมา คือ อุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร และเมื่อพิจารณาระดับการศึกษาของผู้สูงอายุที่อยู่ในกำลังแรงงานจะพบว่า แรงงานสูงอายุที่ไม่มีการศึกษา และมีการศึกษาในระดับต่ำกว่าประถมศึกษาเป็นกลุ่มที่ยังทำงานจนกระทั่งมีอายุ มาก ในอุตสาหกรรมทุกประเภท ยกเว้นอุตสาหกรรมโรงแรม ยังพบแรงงานสูงอายุที่มีการศึกษาสูงทำงานอยู่บ้าง ส่วนอาชีพของผู้สูงอายุที่นอกเหนือจากภาคการเกษตรและประมง พบว่าผู้สูงอายุทุกกลุ่ม ประกอบอาชีพการบริการมากที่สุด รองลงมา ประกอบอาชีพพื้นฐานและความสามารถทางฝีมือ โดยแรงงานสูงอายุที่ยังทำงานเกี่ยวกับงานฝีมือและอาชีพพื้นฐาน  เป็นพวกที่มีการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย
 
Weblink
blog
http://tham-manamai.blogspot.com
http://thammanamai.blogspot.com
http://sunsangfun.blogspot.com
http://dbd-52hi5com.blogspot.com
http://sundara21.blogspot.com
http://newsnet1951.blogspot.com
http://same111.blogspot.com
http://sea-canoe.blogspot.com
http://seminarsweet.blogspot.com
http://sunsweet09.blogspot.com
http://dbd652.blogspot.com
http://net209.blogspot.com
http://parent-youth.blogspot.com
http://netnine.blogspot.com
http://parent-net.blogspot.com








ปาร์ตี้ไปกับ Buddy! เติมประกายให้ Messenger ของคุณด้วย emoticons ฟรีๆ คลิกที่นี่เลย

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สธ.เร่งเพิ่มยาสมุนไพรเข้าบัญชียาหลักสามารถเบิกได้ 40 รายการ

วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:32:09 น.  มติชนออนไลน์

สธ.เร่งเพิ่มยาสมุนไพรเข้าบัญชียาหลักสามารถเบิกได้ 40 รายการ

นพ.นรา นาควัฒนานุกูล  อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข  (สธ.) กล่าวหลังการอบรมเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540  ตามโครงการพัฒนาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล วันที่ 27 สิงหาคม ว่า ก่อนหน้าการรักษาพยาบาลด้านแพทย์แผนไทย มีกระแสว่า ไม่สามารถเบิกตามระบบสวัสดิการข้าราชการได้  ล่าสุด การเบิกจ่ายระบบข้าราชการ  มีอัตราคือการฝังเข็ม เบิกได้ครั้งละ 100 บาท การนวดรวมประคบด้วยสมุนไพร  เบิกค่ารักษาได้ครั้งละ 250 บาท ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ การนวดฟื้นฟูรวมประคบสมุนไพร เบิกได้ 250 บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 2-5 ครั้งต่อสัปดาห์ การอบสมุนไพร เฉพาะผู้ป่วยหอบหืดและหวัด เบิกได้ครั้งละ 100 บาท ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์


ส่วนการเบิกจ่ายค่ายาแผนไทย ตามรายการยาในบัญชียาหลัก 19 รายการ กรมฯ กำลังจัดทำมาตรฐานหลักปฏิบัติ  เพื่อขยายให้มียาแผนไทยเพิ่มเป็น 40 รายการ ส่วนการเบิกจ่ายยาสมุนไพรตาม 19 รายการ กรมฯ กำลังขยายให้มีรายการยาเพิ่มเป็น 40 รายการ ภายใน 2 ปี เพื่อลดปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณการรักษาไปกับยานำเข้าจากต่างประเทศ  โดยที่ผ่านมา แต่ละโรงพยาบาลในสังกัด  สธ. มีอัตราส่วนการใช้ยาแผนไทยร้อยละ 1.5 โดยกรมฯ จะเร่งให้โรงพยาบาลต่าง ๆ จัดทำบัญชียาสมุนไพรให้แล้วเสร็จ  เพื่อนำเข้าคณะกรรมการยาแห่งชาติ  ในเดือนมกราคม 2553 เพื่อเพิ่มรายการยาสมุนไพรให้เข้าในบัญชียาหลักให้มากขึ้น จากเดิม 19 รายการ เป็น 40 รายการ ปัจจุบันมีอัตราส่วนการใช้ในบัญชียาหลักกับนอกบัญชายาหลัก 30 ต่อ 70



--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552

7 เรื่องน่ารู้ ... หลีกหนีมะเร็งตับ

วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11489 มติชนรายวัน


7 เรื่องน่ารู้ ... หลีกหนีมะเร็งตับ




เชื่อ หรือไม่ !! คนไทยป่วยตายด้วยโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีมากที่สุดในโลก ทำให้โรคมะเร็งคงครองแชมป์สาเหตุการเสียชีวิตของประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ มาแรงถึงขั้นแซงสาเหตุใหญ่ๆ อย่างอุบัติเหตุ และโรคหัวใจกันเลยทีเดียว ยิ่งฟังแบบนี้ก็ยิ่งทำใครหลายๆ คนต้องขนลุกขนพองไปตามๆ กัน แต่ถึงแม้ว่าโรคมะเร็งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรคที่คนกลัวกันมากที่สุด ด้วยกิตติศัพท์เรื่องลือไปต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด รักษาหายยาก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งก็เข้าขั้นเกือบสุดท้ายซะ แล้วแถมเสียชีวิตอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก รู้ทั้งรู้ขนาดนี้ แต่ทำไม้...ทำไม...อัตราการป่วยก็ไม่ได้มีแนวโน้มที่จะลดลงเลย หากแต่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่เราต้องหันมาดูแลรักษาสุขภาพให้ห่างไกลพฤติกรรม กระตุ้นสารก่อมะเร็งหลีกหนีโรคร้ายที่ว่านี้ดีกว่ามั้ย ??

จริงๆ แล้วหากจะพูดถึงโรคมะเร็งตับก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หลายๆ คนอาจจะเคยคุ้นหูกับคำรณรงค์ที่ว่า "กินสุกๆ ดิบๆ พยาธิใบไม้ตับถามหา" จากกระทรวงสาธารณสุขที่รณรงค์อย่างต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี แต่คำคุ้นหูที่ว่าไม่ได้ส่งผลให้อัตราการป่วยและตายด้วยโรคมะเร็งตับใน ปัจจุบันลดลงตามเป้าที่ตั้งไว้เท่าที่ควรจะเป็น เพราะประชาชนคนไทยยังไม่ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อผิดๆ รวมถึงพฤติกรรมการกินที่ผิดสุขลักษณะอันเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคร้ายดัง กล่าว แต่ก่อนที่จะไปเรียนรู้วิธีป้องกัน เรามาทำความรู้จักกับโรคมะเร็งตับแบบจริงจังอีกครั้งดีกว่า

โรค มะเร็งตับที่พบมากในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ มะเร็งตับชนิดเซลล์ตับ ซึ่งพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งเกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ซี และสารอัลฟาท็อกซินในเชื้อราบางชนิดที่ขึ้นบนถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม เป็นต้น และมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี คือ มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ที่บุภายในท่อน้ำดีส่วนที่อยู่ภายในตับ เกิดจากพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นพยาธิที่มีอยู่ในปลาน้ำจืดตามหนองบึง เช่น ปลาแม่สะแด้ง ปลาตะเพียนทราย ปลาสร้อยนกเขา ปลาสูตร ปลากะมัง ฯลฯ ซึ่งพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสารไนโตรซามีน (Nitrosamine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่พบในอาหารพวก โปรตีนหมัก เช่น ปลาร้า ปลาส้ม หมูส้ม แหนม ฯลฯ และอาหารพวกเนื้อสัตว์ที่ผสมดินประสิว เช่น กุนเชียง ไส้กรอก เนื้อเค็ม ปลาเค็ม เป็นต้น

ทั้งนี้ หากอยากที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว ห่างไกลโรคมะเร็งตับ ทำได้ง่ายๆ เพียงจดจำบัญญัติ 7 ประการและนำไปปฏิบัติ เพียงแค่นี้รับรองว่า มะเร็งร้ายไม่แวะมาเยี่ยมเยือนอย่างแน่นอน ..

บัญญัติที่ 1 ป้องกันและรักษาโรคพยาธิใบไม้ตับ เลิกกินปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบสุกๆ ดิบๆ โดยเด็ดขาด หากท่านยังเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ประเภทปลาร้า ปลาจ่อมรสแซ่บ แหนม ฯลฯ โปรดรู้ไว้ว่าคุณได้นำพยาธิใบไม้ตับและสารไนโตรซามีนซึ่งสารก่อมะเร็งตับ ชนิดร้ายแรงเข้าสู่ร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายๆ คนอาจจะคิดว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ทานสุกๆ ดิบๆ แล้วก็ทานยาถ่ายพยาธิตามไปสิ เดี๋ยวร่างกายก็จะถ่ายพยาธิใบไม้ตับออกมาเอง ความเชื่อที่ว่าผิดอย่างมหันต์ เพราะพยาธิเมื่อเข้าไปในร่างกายเราแล้วมันจะกัดทำลายทำให้ท่อน้ำดีอักเสบ ตรงกันข้ามผลการวิจัยพบว่าคนที่ใช้ยาถ่ายพยาธิบ่อยครั้งในขณะที่ยังไม่หยุด กินปลาดิบกลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากขึ้น เพราะฉะนั้นถึงจะทานยาถ่ายพยาธิเข้าไป ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณปลอดภัยจากโรคมะเร็งตับ

บัญญัติที่ 2 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ได้แก่ อาหารที่มีราขึ้น อาหารใส่ดินประสิว และไนไตรซามีน เช่น ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก เบคอน รวมถึงอาหารประเภทหมักดอง เค็มจัด เผ็ดจัด

บัญญัติที่ 3 รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ เรื่องอาหารการกินปฏิเสธไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีวิตของ มนุษย์เป็นอย่างมาก แต่ในบางครั้งเราอาจจะมีคำถามผุดขึ้นมาในใจว่า เราเลือกรับประทานได้อย่างถูกต้องแล้วหรือยัง? ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เคล็ดลับง่ายๆ เริ่มปฏิบัติด้วยการรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ ในปริมาณที่ครบถ้วนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย รวมถึงการรับประทานผัก ผลไม้สด เป็นประจำ ในแต่ละวันร่างกายคนเราควรรับประทานอาหารประเภทผักและผลไม้ซึ่งอุดมไปด้วย สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายนานาชนิดเพื่อร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยทางการแพทย์แนะนำว่าควรบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณ 400 กรัมต่อวัน อันจะนำไปสู่การมีภาวะโภชนาการที่ดีต่อไป

บัญญัติที่ 4 ปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อพฤติกรรมสุขภาพดี ดั่งคำเปรียบเปรย "สุขภาพดีนั่นคือลาภอันประเสริฐ" ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่กินอยู่นอนหลับอย่างพอดี เพื่อสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย พร้อมทั้งการดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนา ก็เป็นแนวหนึ่งที่จะทำให้สุขภาพดีแบบพอเพียงได้เช่นกัน

บัญญัติที่ 5 เลิกดื่มสุราและงดสูบบุหรี่ บุหรี่มีโทษอนันต์เพราะมีสารก่อมะเร็งมากถึง 43 ชนิด

บัญญัติ ที่ 6 ลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าวิถีชีวิตมนุษย์ในปัจจุบันเต็มไปด้วยเรื่องราวชวนปวดสมอง อันเป็นสารก่อมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่จะคอยกัดกินสุขภาพไปทีละเล็กทีละน้อย อย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันเพียงวันละแค่ 15-30 นาที นอกจากสุขภาพกายจะแข็งแรงดีแล้ว สุขภาพใจก็จะดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน

บัญญัติ ที่ 7 บัญญัติสุดท้าย การขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะจะสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็ง ตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีได้ เพราะหากขับถ่ายผิดที่ผิด อาทิ ขับถ่ายของเสียในแม่น้ำลำคลอง ไข่ของพยาธิใบไม้ตับที่ไหลผ่านท่อน้ำดีเข้าสู่ลำไส้จะออกมาปะปนกับอุจจาระ ของคน สุนัขและแมว สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อไปได้ง่าย

อย่าให้ความ สูญเสียต้องเกิดขึ้นเมื่อสายเกินไป หากเริ่มปฏิบัติตนตามบัญญัติทั้ง 7 ประการข้างต้นตั้งแต่วันนี้ คุณจะสามารถโบกมือบอกลาโรคมะเร็งตับได้อย่างถาวร ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคและวิธีการป้องกัน โรคมะเร็งตับ ทั้งจากชนิดเซลล์ตับและชนิดเซลล์ท่อน้ำดี ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากโครงการ "เรียนรู้เท่าทัน ป้องกันมะเร็งตับ"

โครงการ ดีๆ ที่จะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ รวมทั้งรณรงค์ให้ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลิก พฤติกรรมการรับประทานปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบสุกๆ ดิบๆ กระตุ้นคนไทยตระหนักถึงภัยมะเร็งตับพร้อมช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไทยอย่างแท้จริง หรือมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โทรศัพท์ 0-2354-7025 หรือ 0-2354-7028-35 เยี่ยมชมเว็บไซต์ www.nci.go.th


หน้า 26
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe02240852&sectionid=0147&day=2009-08-24

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

มหัศจรรย์สมุนไพรไทย "ต้านโรค"

 
มหัศจรรย์สมุนไพรไทย "ต้านโรค"
คน สมัยนี้เป็นอะไรนิดหน่อยก็ชอบกินยา แถมยังเชื่อผิดๆ ว่า อยากมีสุขภาพดีชีวิตยืนยาวต้องรับประทานอาหารเสริม และวิตามินเยอะๆ แต่ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะมหัศจรรย์เท่ากับสมุนไพรไทย ที่ทั้งราคาถูก ปลูกเองก็ง่าย และเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ต้านโรคภัยได้สารพัดนึก


ถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับสาม รองจากโรคหัวใจ และอุบัติเหตุ เกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ ความบกพร่องทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม อาหาร รวมถึงความเครียด และการใช้ชีวิตเร่งรีบของคนเมือง "มะเร็ง" กลัวสมุนไพรไทยอยู่หลายตัว เพราะมีสารอาหารต้านโรคร้ายได้น่าทึ่ง

ใครอยากห่างไกลมะเร็ง แนะนำให้ทานกระเทียม และผักจำพวกหอม ซึ่งอุดมด้วยซัลเฟอร์ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานมะเร็งโดยธรรมชาติ ขณะที่ผักจำพวกกะหล่ำปลี มีสารต้านทานมะเร็งในลำไส้ และช่วยต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนขมิ้นขาวและขมิ้นชัน นอกจากจะมีสรรพคุณขับลมในลำไส้แล้ว ยังมีสารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ด้วย สำหรับสาวๆ ควรทานผลไม้จำพวกส้มเป็นประจำ เพราะช่วยล้างสารก่อมะเร็ง และยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม

แพทย์ทางเลือกยังได้ค้นพบความมหัศจรรย์ของมะรุม สมุนไพรไทยแท้ๆ ว่ากันว่า หากทานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง โดยคนเฒ่าคนแก่นิยมกินมะรุมช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเป็นช่วงที่ฝักมะรุมหาได้ง่าย วิธีทานมีทั้งการนำช่อดอกมะรุมไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก หรือนำยอดมะรุม, ใบอ่อน, ช่อดอก และฝักอ่อนมาลวก หรือต้มให้สุก จิ้มทานกับน้ำพริก หรือจะใช้ยอดอ่อนและช่อดอกทำแกงส้ม ก็อร่อยดีมีประโยชน์ ยังมีการวิจัยด้วยว่า คนที่ทำคีโมรักษามะเร็งควรดื่มน้ำมะรุม ช่วยลดอาการแพ้รังสีได้ดี


คน อ้วน คือกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน อาการบ่งชี้ ได้แก่ มีปริมาณกลูโคสในเลือดสูง เนื่องจากความผิดปกติในการทำงานของอินซูลิน ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำรุนแรง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย อยากอาหารมากกว่าปกติ ติดเชื้อง่าย มีอาการแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไต และมีปัญหาทางสายตา การรักษาโรคเบาหวานอย่างได้ผล ต้องทำควบคู่กับการวางแผนทางโภชนาการ

โดยสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน อาทิเช่น มะแว้งเครือ และมะแว้งต้น ช่วยรักษาโรคเบาหวาน บำรุงเลือด และขับปัสสาวะ รวมทั้งรักษาโรคไต ฟักทอง ช่วยป้องกันมะเร็งในปอด ป้องกันเบาหวาน และคุมน้ำตาลในเลือด ตำลึง มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษภายในร่างกาย ลดอาการไข้ และเป็นยาระบายอ่อนๆ ผลดิบของตำลึงนำมาปรุงเป็นอาหารช่วยรักษาเบาหวานได้ ผักบุ้ง ไม่ได้ทำให้ตาหวานอย่างเดียว แต่ยังบำรุงกระดูก ลดไข้และแก้เบาหวาน ส่วนมะระขี้นก เชื่อว่าช่วยบำรุงน้ำดี แก้โรคตับอักเสบ และป้องกันโรคเบาหวาน แม้แต่มะรุม ก็มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน


คน อ้วนมีความเสี่ยงเป็นโรคสารพัด ทั้งเบาหวาน มะเร็ง ความดันโลหิตสูง หัวใจ และโรคข้ออักเสบ การลดน้ำหนักที่ได้ผลที่สุดสำหรับคนอ้วน คือ ต้องทำค่อยเป็นค่อยไป นอกจากจะจำกัดปริมาณอาหาร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้ว การเลือกทานสมุนไพรเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์พิชิตโรคอ้วน ควรทานแมงลักเพื่อช่วยดูดซึมน้ำตาลในเส้นเลือด ทำให้ขับถ่ายสะดวก และลดน้ำหนักได้หลายกิโล

ส่วนกระเจี๊ยบมอญ ลดความดันโลหิต รักษาโรคกระเพาะ และเป็นยาระบายชั้นดี แตงโม เป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำแตงโมปั่นยังช่วยล้างลำไส้และกระเพาะอาหาร มะละกอ ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ เป็นยาระบาย และมะม่วงสุก ระบายของเสียภายในได้ดี ช่วยแก้อ่อนเพลีย


ความเครียดถือเป็นตัวการให้เกิดโรคร้ายนับไม่ถ้วน ยิ่งภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ สมุนไพรไทยที่ช่วยลดความเครียดและทำให้นอนหลับสบาย คือ สายบัว ช่วยลดอาการเกร็งของลำไส้ และกระเพาะ ลดความเครียดทางสมอง กะหล่ำปลี ช่วยลดความเครียด มีสารต้านทานมะเร็งในลำไส้

ขี้เหล็ก แก้นิ่วในไต ทำลายเชื้อมะเร็ง เป็นยานอนหลับชั้นดี ใบบัวบก แก้ร้อนใน ทำให้ความจำดี ช่วยลดความเครียด ฟ้าทะลายโจร แก้อาการปวดหัวแบบไม่มีสาเหตุ มะนาว - มะกรูด ช่วยให้นอนหลับ บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย และพริกไทย ทำให้สมองปลอดโปร่ง ช่วยลดเครียดได้ผลดี


เป็น โรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินไปต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งคนปกติอาจไม่มีปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีทั้งแพ้ฝุ่น ตัวไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ อาการมีได้หลายแบบ ตั้งแต่น้ำมูกไหล จาม โพรงจมูกอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หลอดลมอักเสบ หอบหืด และเกิดผื่นคันที่ผิวหนัง การต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ จะต้องเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

โดยสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณด้านนี้ ต้องยกให้กะหล่ำดอก บำรุงภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง และป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ขณะที่คื่นฉ่าย มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงไตให้แข็งแรง ถ้านำมาปั่นกับแครอท ผสมน้ำส้มดื่มทุกเช้า จะช่วยให้สุขภาพดี




ที่มาข้อมูล : http://www.thaihealth.or.th
 
https://www.myfirstbrain.com/Knowledge_View.aspx?Id=70104

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

"กาฬโรคปอด" โรคร้ายที่ควรรู้

 
"กาฬโรคปอด" โรคร้ายที่ควรรู้


กาฬโรคปอด (Pneumonic Plague) เป็นหนึ่งในสามประเภทของกาฬโรค อีก 2 ประเภทคือ กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic Plague) และกาฬโรคเลือด (Septicemic Plague) กาฬโลกทั้ง 3 ประเภทนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดเดียวกัน คือ Yersinia pestis แต่มีอาการที่แตกต่างกัน กาฬโรค ปอดเป็นโรคที่น่ากลัวมาก มีการติดต่อจากคนสู่คนด้วยการได้รับเชื้อที่อยู่ในเลือดและสารคัดหลั่งของ ผู้ป่วย แบบเดียวกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมด ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งกำลังระบาดและตื่นตระหนกกันอยู่ในขณะนี้มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้น


ข้อมูลทั่วไปของโรคกาฬโรคปอด


สาเหตุ :

ได้รับเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis

พาหะ :

เชื้อ Yersinia pestis จะอยู่ในสัตว์ฟันแทะ (Rodent) เช่น หนู กระรอก กระแต เม่น บีเวอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนู และเห็บหรือหมัดหนูซึ่งกินเลือดจากหนูที่มีเชื้อไป

การแพร่เชื้อ :

มีอยู่ด้วยกัน 2 ทาง คือ

  1. แพร่กระจายจากสัตว์พาหะ : หนูหรือหมัดหนูที่มีเชื้อ Yersinia pestis ไปกัดหนูตัวอื่นหรือไปกัดคน

  2. แพร่กระจายจากคนสู่คน : ผู้มีเชื้อ Yersinia pestis ได้แพร่เชื้อให้ลอยอยู่ในอากาศหรือติดตามสิ่งของเครื่องใช้จากการไอและจาม แล้วบุคคลอื่นได้รับเชื้อนั้นผ่านระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งการถ่ายเทเลือดและสารคัดหลั่งระหว่างผู้มีเชื้อกับบุคคลอื่น
การเกิดโรค :

เกิดขึ้นจากการได้รับเชื้อ Yersinia pestis โดยตรง และเป็นอาการแทรกซ้อนของกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
เชื้อ Yersinia pestis
เป็นเชื้อสาเหตุที่ทำให้เกิดกาฬโรคปอด


ระยะฟักตัว :

เชื้อ Yersinia pestis มีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 วัน จึงเริ่มปรากฏอาการของโรค

อาการ :

หลังพ้นระยะฟักตัวของเชื้อ Yersinia pestis แล้วจะแสดงอาการอย่างรวดเร็ว โดยผู้ ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง เจ็บหน้าอก ไอ มีเสมหะตอนแรกเหนียวใสแล้วกลายเป็นสีสนิมหรือแดงสดเพราะเชื้อจะเข้าไปทำลาย ปอดโดยตรง แต่มักไม่พบปื้นแผลที่ปอด ปอดอักเสบเฉียบพลัน ความดันโลหิตต่ำ ช๊อคหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจเสียชีวิตได้ภายใน 48 ชั่วโมง

การวินิจฉัยโรค :

ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย ด้วยการนำเสมหะของผู้ป่วยมาย้อมสีกรัมและเพาะเชื้อในอาหารเพาะเลี้ยง เพื่อตรวจสอบว่าเป็นกาฬโรคปอด ไม่ใช่โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย Pneumococci หรือเชื้อตัวอื่น ซึ่งมีอาการเบื้องต้นใกล้เคียงกัน

การรักษา :

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ของปอดที่หายไปข้างหนึ่งจากการเกิดโรคกาฬโรคปอด
รักษา ด้วยยาปฏิชีวนะชนิด Streptomycin, gentamicin, tetracyclines หรือ chloramphenicol และเพื่อให้ได้ผลที่ดีควรได้รับยาให้เร็วที่สุด หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มแสดงอาการของโรค แต่ผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่แล้ว เช่น โรคปอด ถุงลมโป่งพอง หอบหืด จะยิ่งมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยทั่วไป และผู้ป่วยโรคนี้ไม่สามารถหายได้เองหรือร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิต้านทาน ขึ้นได้ หากไม่ได้รับการรักษาจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

การควบคุมโรค :

ผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัยและต้องถูกแยกกักไว้ อย่างเข้มงวดมาก ส่วนผู้สัมผัสโรค บุคคลใกล้ชิดกับผู้ป่วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย จะต้องได้รับเคมีป้องกันและเฝ้าดูอาการเป็นเวลา 7 วัน นอกจากนั้นยังต้องทำรายงานให้องค์การอนามัยโลกได้ทราบข้อมูลอีกด้วย ส่วนในด้านสังคมต้องรณรงค์ให้ผู้คนทำความสะอาดบ้านเรือนและชุมชน กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู ใช้หน้ากากอนามัย ดูแลการกินการขับถ่ายให้ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกาฬโรค

กาฬโรค (Plague) เป็นโรคระบาดร้ายแรงที่เคยระบาดมาแล้วหลายครั้งในยุคกลาง (พ.ศ.1019-1996) จนคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย และต่อมาในช่วง ปี พ.ศ.1891-1893 ก็เกิดการระบาดอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้งในทวีปยุโรป จนมีผู้คนล้มตายไปหลายสิบล้านคน หรือกว่าร้อยละ 25 ของประชากรในทวีปยุโรป ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีใครรู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร มีวิธีรักษาหรือป้องกันอย่างไร แต่ผู้ป่วยจะมีตุ่มสีดำขึ้นตามต่อมน้ำเหลืองทั่วลำตัวซึ่งเกิดจากต่อมน้ำ เหลืองอักเสบ จึงเรียกโรคนี้กันว่า Black Death หรือ มัจจุราชสีดำ แล้วเชื่อกันว่าเป็นโรคที่พระเจ้าส่งลงมาฆ่าคนที่ทำบาป จึงแห่กันไปทำพิธีไถ่บาปด้วยวิธีการต่างๆ นานา แต่ก็ไม่ได้ผล จนถึงกับต้องอพยพย้ายเมืองหนี ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ ก็ยังต้องทรงย้ายจากพระราชวังในลอนดอนมาประทับอยู่ที่พระราชวังวินเซอร์ที่ นอกเมือง ในสมัยนั้นโรคนี้เป็นที่หวาดสะพรึงกลัวกันมากเพราะไม่มีวิธีการรักษาที่ถูก วิธี จนกระทั่งผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยต้องถูกจับฆ่าเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่ กระจาย ส่วนคนอื่นๆ ก็ปิดประตูเงียบอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น จนกระทั่งโรคค่อยๆ ระบาดน้อยลงและหยุดระบาดไปเอง แต่ก็ไม่ได้หายไปตลอดกาล เพราะเมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่สิบปีก็จะกลับมาระบาดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

(คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ภาพวาดการระบาดของกาฬโรคในยุโรปเมื่อสมัยยุคกลาง ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย
จน กระทั่งปี พ.ศ.2437 นักแบคทีเรียวิทยาชื่อ Yersin แห่งสถาบันปาสเตอร์ได้ค้นพบเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคนี้จากผู้ป่วยในฮ่องกง เรียกเชื้อนี้ว่า Pasteurella pestis แต่ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Yersin ผู้คนพบว่า Yersinia pestis เหมือนชื่อในปัจจุบัน และจากการศึกษาจึงได้ค้นพบว่าโรคนี้มีลักษณะอาการ 3 รูปแบบ คือ มีอาการต่อต่อมน้ำเหลือง (bubonic) มีอาการต่อเลือด (septicemic) และมีอาการต่อปอด (peneumonic) นำมาซึ่งการรักษาอย่างถูกวิธีเหมือนเช่นในปัจจุบัน จนทำให้กาฬโรคห่างหายไปจากโลกนี้เป็นเวลานาน ในประเทศไทยก็ไม่ปรากฏผู้ป่วยโรคนี้มาเป็นเวลานับ 10 ปีแล้ว กระทั่งกลับมามีข่าวครึกโครมกันอีกครั้ง เมื่อต้น เดือนสิงหาคม พ.ศ.2552 ที่ได้พบผู้เสียชีวิตจากกาฬโรคปอดจำนวน 2 ราย และผู้ป่วยอีก 10 ราย ในถิ่นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยชาวทิเบตที่เมืองจื่อเคอถาน มณฑลชิงไห่ ทางแถบทิวเขาด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน จนทางการจีนต้องสั่งปิดเมืองและดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคอย่าง เร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระจายออกสู่ภายนอกจนเกิดเป็นการระบาดครั้งใหญ่เช่นในอดีต





ที่มาข้อมูล : ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
http://en.wikipedia.org/wiki/Pneumonic_plague
หนังสือตำนานการระบาดของกาฬโรคในยุโรปยุคกลาง
 

https://www.myfirstbrain.com/Knowledge_View.aspx?Id=71350&Browsesub2s=1740
--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://ww2.oja.go.th/home
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Ten foods for longevity



Please visit blog.Thanks for visiting!
http://www.parent-youth.net
http://www.thaihof.org
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://ilaw.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://icann-ncuc.ning.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.industry4u.com
http://logistics.dpim.go.th
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://www.educationatclick.com/th/

--- On Tue, 8/18/09, churdchoo ariyasriwatana <churdchoo@gmail.com> wrote:

From: churdchoo ariyasriwatana <churdchoo@gmail.com>
Subject:  Ten foods for longevity
To:

Date: Tuesday, August 18, 2009, 2:44 AM